บทความสุขภาพ Archives - Page 2 of 2 - med-thai รอบรู้เรื่องสุขภาพ ตามคำแนะนำจากแพทย์ เราเข้าใจคนไทย
Open post
กินเค็ม

กินเค็ม อันตรายที่ไม่ได้มีเพียงแค่โรคไต และการบวมน้ำ

รสชาติเค็มของอาหารที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น คงจะเป็นรสชาติที่โปรดปรานของหลาย ๆ คน มื้อใดขาดความเค็มที่มาในรูปของน้ำปลา กะปิ เกลือ หรือผงชูรสเพิ่มความนัวให้อาหารไป ความอร่อยของอาหารจะหายไปครึ่งนึง เพราะเหตุนี้จึงทำให้หลายคนติดนิสัย กินเค็มเราอาจจะเคยได้ยินคนรอบข้าง บ้างก็ตามอินเทอร์เน็ตบอกว่า หาก กินเค็ม มาก ๆ แล้วจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้ Med-thai จะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน 

เกลือ มีหน้าที่รักษาสมดุลน้ำ 

ทุกครั้งที่ความเค็มมาสัมผัสกับลิ้น สิ่งที่ตามมาด้วยก็คงจะหนีไม่พ้น เกลือในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วเกลือ หรือโซเดียม จะมีหน้าที่ในการรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย แต่ทว่า การที่ร่างกายเราดันไปโอบอุ้มต้อนรับเกลือเข้ามามากเกินไป ความเข้มข้นของเลือดสูง จนอาจส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนัก คือผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกินเค็ม ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเกลือ คือ การเติมน้ำเข้าไปเพื่อเจือจาง ซึ่งส่งผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ๆ ความเข้มข้นลดลง แต่ปัญหาที่ตามมาอีกหนึ่งอย่างคือ ปริมาณน้ำในร่างกายอาจจะเยอะเกินไปได้ 

ไตควบคุมเกลือ ต่อมใต้สมองควบคุมน้ำ

เพราะฉะนั้นแล้ว ร่างกายจึงได้มอบหมายหน้าที่สำคัญ อย่างการควบคุมปริมาณเกลือ หรือโซเดียมในร่างกายให้กับ ไต และมอบหมายการทำหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำให้กับ ต่อมใต้สมองที่มีชื่อว่า พิทูอิตารีแกร์น ซึ่งทั้ง 2 ทำหน้าที่ประสานกันอย่างลงตัว นั่นทำให้เมื่อร่างกายของเรากินเค็มจนลิ้นชามากเกินไป ไตจะรับรู้ว่าถึงเวลาแล้วสินะที่ต้องจัดการ ไตจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังต่อมใต้สมองเพื่อขอน้ำเข้ามาเจือจาง “ต่อมพิทูอิตารีแกร์น” จึงสั่งการให้เราหิวกระหาย ต้องการดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ 

แต่เมื่อดื่มน้ำเข้าไปมาก ๆ เข้า ทำให้เกิดอาการบวมน้ำตามมาในที่สุด ซึ่งหากร่างกายเรามีน้ำเยอะเกินไป น้ำเหล่านั้นจะถูกขับออกทางปัสสาวะไปในท้ายที่สุด อาการบวมน้ำก็จะหายไปภายในไม่กี่วัน หรือเพียงแค่ไปออกกำลังกายให้ร่างกายขับเหงื่อก็ช่วยลดอาการบวมน้ำได้เช่นกัน

อันตรายของการ กินเค็ม

แม้อาการบวมน้ำอาจจะดูไม่ได้สร้างความวุ่นวายอะไรให้ชีวิตมากนัก แต่โทษของการกินเค็มไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หากว่ารสชาติเค็มจัดคืออาหารที่คุณกินติดต่อกันมาอย่างยาวนานแล่วล่ะก็ นั่นเท่ากับว่าคุณได้ใช้แรงงานของอวัยวะอย่าง ไต หนักหนาสาหัสเกินความเป็น อาจทำให้ไตต้องเหนื่อยล้าอ่อนแรง และอาจเสื่อมสภาพไปในที่สุด นอกจากนี้แล้วยังอาจกระทบกับระบบอื่น ๆ ให้เสียสมดุลได้ เช่น ความดันโลหิตที่สูงผิดปกติ อาจส่งผลต่อหัวใจได้ เป็นต้น โดยปัญหาที่มักมาพร้อมกับการกินเค็มมาอย่างยาวนาน มีดังนี้  

1) เกิดการคั่งของน้ำและเกลืออาจส่งผลต่อหัวใจ 

การคั่งค้างของน้ำและเกลือในร่างกาย ไม่เพียงแต่จะให้หุ่นดี ๆ ต้องอ้วนพีจากบวมน้ำแล้ว ในกรณีคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตอยู่แล้ว  หรือคนที่ไม่สามารถกำจัดน้ำส่วนเกินออกไปได้ทัน อาจทำให้ร่างกายอึดอัด แน่นหน้าอก นอนราบก็ไม่ได้ แถมยังมีโอกาสที่น้ำค้างเหล่านั้นจะเล่นงานหัวใจจนหัวใจวายได้เลย 

2) ทำให้ความดันโลหิตสูง

หากว่าร่างกายเราได้รับเกลือเข้าไปมาก ๆ อาจจะสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดต่าง ๆ ในร่างกายได้เลย เพราะเมื่อร่างกายเรามีเกลือเยอะ ความเข้มข้นของเลือดก็จะสูงไปด้วย ดังนั้นจึงต้องใช้แรงดันในการนำพาเลือดไปส่วนต่าง ๆ สูงขึ้นไปอีก ซึ่งมันอาจจะสร้างความสะเทือนใจจากหลาย ๆ โรคได้เลย ไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจตีบ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายต่อกระดูกได้ด้วย

3) เกิดผลเสียต่อไต

อย่างที่รู้กันดีว่า การกินเค็มนั้นส่งผลเสียโดยตรงต่อไต เพราะเมื่อความดันโลหิตจากปริมาณเกลือที่สูงขึ้น ไตก็จำเป็นต้องทำหน้าที่หนักมากขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการกรองเกลือและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสที่ไตจะเสื่อมเร็วขึ้นอีกด้วย

คนไทย กินเค็ม จนป่วยไตกว่า 7.6 ล้านคน 

จากสถิติพบว่าในประเทศไทยป่วยโรคไตราว ๆ  7.6 ล้านคน แต่ไม่ต้องคิดว่าการมีเพื่อนป่วยเยอะแล้วจะดี เพราะแต่ละคนที่ป่วยโรคไตต่างต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งตัวบวม อ่อนแรง ปวดหลัง ปวดเอว ความดันก็สูง ทั้งส่งผลต่อโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นใครที่มีพฤติกรรมเสพติดความเค็มก็ควรที่จะเพลา ๆ ลงบ้าง

ลด กินเค็ม ทีละนิด เพิ่มความฟิตให้ไต

จริงอยู่ที่หากจะปรับพฤติกรรมเลิก กินเค็ม แบบหักดิบอาจจะเป็นการทรมานตัวเองไปหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ลดการกินเค็มเลย ทางที่ดีควรจะลดปริมาณความเค็มลงทีละนิด ๆ ให้ร่างกายเริ่มชินกับรสชาติที่เค็มน้อยลงเรื่อย ๆ รับรองเลยว่า ไตก็ไม่ต้องทำงานหนัก และสามารถกลับมาทำงานได้เต็มที่ แถมยังหมดห่วงจากโรคไตที่อาจจะตามมาอีกด้วย 

ความรู้เพิ่มเติมเรื่องโซเดียม **

จริง ๆ แล้ว เราควรกินโซเดียม หรือเกลือเพียงแค่วันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา เท่านั้น หากอยากกินขนม หรืออาหาร ก็พยายามอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ที่มีป้ายปริมาณโซเดียมกำหนดอยู่ แล้วคาดคะเนเอาว่าในแต่ละวันเรากินเข้าไปมากน้อยเท่าไหร่  

Open post
ไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตับอักเสบบี แบบไหนติดต่อ แบบไหนหายห่วง

รู้หรือเปล่าว่า บนโลกกลม ๆ ใบนี้ มีผู้ที่เป็นพาหะของโรค ไวรัสตับอักเสบบี มากกว่า 350 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยขวานทองของเรานั้นพบว่า มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ที่ 6-7 ล้านคนเลยทีเดียว 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเดี๋ยวเราก็เห็นคนนู้นเป็น เดี๋ยวเราก็เห็นคนนี้เป็น ในเมื่ออัตราติดเชื้อมันช่างสูงลิบฟ้าเสียขนาดนี้ แล้วแท้ที่จริงไวรัสตับอักเสบบีนั้นอันตรายหรือเปล่า และแบบไหนที่เป็นแล้วติดต่อ แล้วแบบไหนหากเป็นแล้วหมดห่วง วันนี้เรามาไขคำตอบกัน  

ไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร ?

ไวรัสตับอักเสบบี คือ การที่ตับดันไปได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เข้ามาในร่างกาย เมื่อไวรัสตัวน้อยนี้พยายามแทรกแทรงเข้ามาทำลายหาตับของเรา ตับที่น่ารักจะเกิดการอักสบขึ้นมาทันที  ซึ่งข่าวดีคือไวรัสตับอักเสบบีจะไม่ติดต่อทางลมหายใจ อาหารหรือน้ำดื่ม และการจูบกัน แต่จะติดต่อทางเลือดเท่านั้น (เว้นเสียแต่ว่าน้ำลายอาจจะไปสัมผัสกับเลือดที่อยู่ในปาก)

โดยอาการป่วยของไวรัสตับอักเสบบี แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเฉียบพลัน และระยะเรื้อรัง 

1. ไวรัสตับอักเสบบี ระยะเฉียบพลัน (ชนิดปลอดภัย สบายใจหายห่วง)

ระยะเฉียบพลันเป็นระยะที่เรียกได้ว่าหายห่วง นั่นเป็นเพราะ ร่างกายของเราจะกำจัดขจัดไวรัสตับอักเสบบีให้ออกไปจากตับให้สิ้นซาก ภายในระยะเวลา 3 เดือน และจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อให้ให้ติดเชื้ออีก ซึ่งคนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่  95 ใน 100 คน จะอยู่ในระยะที่ไม่อันตรายนี้ โดยอาการที่พบในระยะเฉียบพลันก็จะมี อาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องชายโครงขวา เป็นไข้ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน เบื่ออาหาร และอาการจะเริ่มดีขึ้นภายใน 1-4 สัปดาห์เท่านั้น

2. ไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเรื้อรัง (ชนิดติดต่อ อาจก่อมะเร็งตับ)

แต่จะมีผู้โชคร้ายอยู่ราว ๆ 5% ของผู้ติดเชื้อเท่านั้น ที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดไวรัสตับอักเสบบีออกไปได้หมด และกลายเป็นแบบเรื้อรัง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ป่วยในระยะนี้จะสามารถแพร่กระจายเชื้อต่อได้ เพราะจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะกลายเป็นพาหะ ได้รับมอบหน้าที่ให้ส่งเชื้อต่อไป ส่วนบางคนก็เป็นไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรังเท่านั้น ไม่สามารถถ่ายทอดโรคต่อไปได้

แบบเป็นพาหะ คือ กลุ่มของคนที่มีเชื้อร้ายอยู่ในร่างกาย ซึ่งเชื้อมันค่อยข้างขี้อาย และไม่แสดงอาการออกมา แต่เห็นเงียบ ๆ แบบนี้ มันดันแพร่กระจายส่งต่อไวรัสไปยังผู้อื่นได้ 

แบบเรื้อรัง คือ กลุ่มที่มีค่าอักเสบผิดปกติ จะแสดงอาการออกมาอย่างเต็มที่ และเป็นกลุ่มที่ตับถูกทำลายจากการอักเสบอยู่ตลอด และมีโอาสที่ตับของคุณจะกลายร่างสู่ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ หากไม่รักษาอย่างถูกวิธี 

ซึ่งการรักษาของไวรัสตับอักเสบบี ระยะเรื้อรัง นั้นจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาต้านไวรัสอยู่ตลอด เพื่อลดการแพร่กระจาย และลดความเสี่ยงที่ตับจะถูกทำลาย 

การป้องกันโรค ไวรัสตับอักเสบบี

ปัจจุบันโรคไวรัสตับอักเสบบีแทบเป็นโรคที่ไม่น่าห่วงเท่าไรนัก เพราะเชื้อค่อย ๆ ลดจำนวนลง นั่นก็เพราะเด็กที่เกิดหลังปี พ.ศ.2535 ส่วนใหญ่ล้วนได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อตั้งแต่แรกเกิด ส่วนในผู้ใหญ่ส่วนมากนั้นจะเคยได้รับเชื้อและมีภูมิต้านทานโดยร่างกายแล้ว แต่ทางที่ดีหากพบว่าตัวเองมีอาการป่วย หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรรีบไปปรึกษาแพทย์ และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และควรที่จะดูแลตับอย่างถูกวิธีควบคู่กันไปด้วย ดูแลค่าตับไม่ให้อักเสบอยู่ตลอด เพียงเท่านี้เชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่ว่าร้ายก็ไม่สามารถทำลายตับของคุณได้แล้ว 

อาร์ติโชค (Artihoke) ช่วยลดตับอักเสบ ไวรัสตับอักดสบบี

อาร์ติโชค  (Artichoke) คือพืชที่ได้รับการยกย่องจากหลายๆ สถาบันวิจัยว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงตับ มีความสามารถทั้งลดการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ ลดไขมันพอกตับ และยังส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ โดยมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Poznan University of Medical Sciences มหาวิทยาลัยการแพทย์ในประเทศโปแลนด์ ยืนยันว่า Artichoke มีความสามารถในการ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ แถมยังช่วยลดและป้องกันการอักเสบที่อาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้ง การดื่มแอลกอฮอล์ การกินอาหารประเภทไขมันมาก ๆ การได้รับสารอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีความสามารถในการช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันเลือดไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย 

LIVPRO อาหารบำรุงตับ จากธรรมชาติ

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับที่ช่วยลดปัญหาอาการตับอักเสบ ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมของ ราชาการบำรุงตับอย่าง อาร์ติโชค (Artichoke) และสุดยอดสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด เช่น Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

หากสนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม LIVPRO สำหรับฟื้นฟูดูแลตับ คลิกเลย  

Open post
ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ สัญญาณเตือน โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ หากไม่รีบรักษา

เคยสงสัยไหมว่า ทั้ง ๆ ที่อัตราคนคนป่วยโรคไวรัสตับอักเสบน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วทำไมตัวเลขของผู้ป่วยโรคตับแข็ง และมะเร็งตับกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วยเลย  คำตอบนั่นก็เป็นเพราะโรคที่มีชื่อเห่ย ๆ ไม่น่าจดจำ อย่าง ไขมันพอกตับ นั่นเอง ที่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้เกิดโรคร้ายอย่างตับแข็งและมะเร็งตับตามมา 

กลุ่มเสี่ยงต่อโรคไขมันพอกตับ  

  • คนที่ดื่มสุรา แอกอฮอล์เป็นประจำ
  • คนที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ โรคอ้วน
  • คนที่มีปัญหาโรคเบาหวาน 
  • คนที่มีระดับน้ำตาลสูงเกิน 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงเกิน 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

“ไขมันพอกตับ เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันที่ตับ”

เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด จนสะสมเพิ่มพูนจนพอกอยู่ที่ตับของเรา มักเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารพวกแป้ง ไขมัน และน้ำตาลในปริมาณมากเกินไปติดต่อกัน  ซึ่งอาหารหลักทั้งของคาวและหวานของคนไทย นั้นก็มักจะมีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลักอยู่ เมื่อได้รับมาก ๆ ร่างกายใช้ไม่หมด จึงสะสมอยู่ที่ตับในรูปของไขมันนั่นเอง 

และยังเกิดได้จากการดื่มสุราเป็นประจำ เพราะเมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายของเรา ตับจะทำการกำจัดมันออกไป ซึ่งจะเกิดกรดไขมันขึ้นมา และเข้ากรดไขมันนี้เองมันจะกลายมาเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์สะสมไว้ที่ตับ ฉะนั้นการดื่มแอลกอฮอล์บ่อยจะยิ่งทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับได้เช่นกัน 

“ไขมันพอกตับ ต้นเหตุมะเร็งตับ”

จากสถิติพบว่า คนไทย 4 ใน 10 คน นั้นกำลังใช้ชีวิตเคียงคู่อยู่กับเจ้าโรคไขมันพอกตับอยู่ และคนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ โรคไขมันพอกตับ เป็นโรคที่ดูผิวเผินแล้วก็เหมือนกับคนปกติทั่วไป ไม่ได้มีอะไรร้ายแรง อาการก็อาจจะมีเช่น อ่อนเพลีย เหนื่อนง่าย ไร้เรี่ยวแรง อาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ เป็นต้น มันจึงเป็นเหมือนกับโรคลับ มัจจุราจเงียบที่ไม่แสดงอาการออกมา กว่าจะรู้ตัวไขมันก็ครอบคลุมเนื้อตับไปซะหมดแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานของตับต่ำลง หน้าที่ของตับ ก็เสื่อมถอยลงไป หรืออาจกลายเป็นโรคที่ร้ายแรงกว่าอย่างตับแข็ง หรือมะเร็งตับไปเสียแล้ว 

“ความน่ากลัวของไขมันพอกตับ”

อย่างที่บอกครับว่าความน่ากลัวของไขมันพอกตับนี้ ไม่ใช่อาการที่แสดงออกมา แต่มันคือการค่อย ๆ ทำลายตับเราแบบช้า ๆ อย่างแนบเนียน ใช้เวลานานนับสิบปีกว่าจะมีอาการให้เห็น  เมื่อตับเราเก็บไขมันไม่ได้เอาออกมาใช้เยอะเกินไป ทำให้ตับใหญ่ขึ้น ไขมันพอกตับหนาขึ้น ๆ ตับจึงกำจัดเซลล์ไม่ดีที่เต็มไปด้วยไขมันออก แล้วสร้างใหม่ขึ้นมาแทน แต่การที่มีเซลล์ตาย นั้นก็อาจสร้างแผลเป็นให้กับผิวตับได้ เมื่อมีแผลเยอะขึ้นซ้ำ ๆ จากผิวที่เรียบเนียนก็จะกลายเป็นพังผืด นำไปสู่ตับแข็ง และอาจลุกลามร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด 

ดังนั้นไขมันพอกตับ จึงเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมหลายคนกลับต้องมาทุกข์ทรมานกับโรคตับแข็ง หรือโชคร้ายที่มะเร็งตับถามหา ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับแอลกอฮอล์แม้แต่ยี่ห้อเดียว  ทั้ง โรคไวรัสตับเอกเสบก็ไม่เคยมาเยี่ยมเยียนสักครั้ง

การรักษา ไขมันพอกตับ 

ไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการกินอาหารที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย โดยเฉพาะจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน ซึ่งพลังงานส่วนเกินเหล่านี้จะไปเกาะเนื้อตับในที่สุด ซึ่งวิธีป้องกันรักษาก็แสนจะง่าย เพียงแค่ควบคุมปริมาณการกินให้เหมาะสม กินอาหารให้ถูกหลัก และต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอให้ร่างกายดึงพลังงานสำรองที่สะสมไว้ในตับมาใช้  อีกทั้งไขมันพอกตับยังมีสาเหตุมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทุกครั้งที่ตับ ขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย จะเกิดกรดไขมันขึ้น และกลายมาเป็นไตรกรีเซอไรด์หรือไขมันมาสะสมที่ตับ ดังนั้นการงดเว้นเลิกดื่มสุราก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ไขมันพอกตับหายไปและไม่มายุ่งกับเราอีกด้วย 

อาร์ติโชค (Artihoke) ช่วยลด ไขมันพอกตับ

อาร์ติโชค  (Artichoke) คือพืชที่ได้รับการยกย่องจากหลายๆ สถาบันวิจัยว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงตับ มีความสามารถทั้งลดการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ ลดไขมันพอกตับ และยังส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ โดยมีวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งชาติโดเนตส์ ประเทศยูเครน ที่ยืนยันว่า การกินอาร์ติโชคบำรุงตับเป็นระยะเวลา 2 เดือน สามารถลดอาการไขมันพอกตับที่ ไม่ได้มาจากการดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังมีความสามารถในการลดและต้านทานความอักเสบได้เป็นอย่างดี 

LIVPRO อาหารบำรุงตับ จากธรรมชาติ

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับที่ช่วยลดปัญหาอาการตับอักเสบ ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมของ ราชาการบำรุงตับอย่าง อาร์ติโชค (Artichoke) และสุดยอดสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด เช่น Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

หากสนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม LIVPRO สำหรับฟื้นฟูดูแลตับ คลิกเลย  

Open post
ยาบำรุงตับ

5 ประโยชน์ของ “Artichoke” ยาบำรุงตับจากสมุนไพรธรรมชาติ

หากจะเปรียบ อาร์ติโชค (Artichoke) คือ ยาบำรุงตับ ชั้นดี ก็คงไม่ผิดอะไรนัก เพราะพืชสมุนไพรมหัศจรรย์ชนิดนี้ มีคุณสมบัติสุดพิเศษต่อตับหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่เข้ามาทำลายตับ ช่วยฟื้นฟูตับจากอาการอักเสบ ช่วยเสริมสร้างการผลิตน้ำดีของตับ และอื่น ๆ อีกมากมาย 

ต้นกำเนิด ยาบำรุงตับ 3,000 ปี

ยาบำรุงตับจากธรรมชาติชนิดนี้ถูกบันทึกครั้งแรกโดยนักปรัชญาและนักธรรมชาติวิทยาชาวกรีก ที่มีนามว่า Theophrastus จากวันนั้นจวบจนวันนี้ ระยะเวลากว่า 3,000 ปี ที่ชื่อของมันถูกเล่าขานต่อมาเรื่อย ๆ อาร์ติโชคมันจึงกลายเป็นพืชที่ผ่านหน้าประวัติศาสตร์ของหลาย ๆ อารยธรรมมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น กรีก โรมัน และอียิปต์

โดยอาร์ติโชคถือกำเนิดแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน เป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกและขยายพันธุ์ได้เฉพาะบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นเท่านั้น ทำให้อาร์ติโชคไม่ใช่พืชที่พบเห็นได้ตามแหล่งเพาะปลูกทั่วไป แต่จะมีเพียงบางพื้นที่เท่านั้น เช่น แถบแอฟริกาเหนือ เมดิเตอร์เรเนียน ยุโรปตอนใต้ อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย เป็นต้น 

อย่างที่ได้บอกไปตั้งแต่ต้นว่า ความวิเศษของอาร์ติโชคคือ มันเปรียบประดุจดั่งยาบำรุงตับชั้นยอด โดยความสามารถของมันมีดังนี้ 

1.ต่อต้านอนุมูลอิสระ 

เป็นที่รู้กันดีว่าอนุมูลอิสระ มันคือสารที่จ้องจะเข้ามาทำร้ายและทำลายเซลล์ภายในร่างกายเรา และตับก็เป็นหนึ่งในเป้าหมาย แต่อาร์ติโชคเป็นพืชที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกายในระดับที่สูบมาก ทำให้ตับไม่ถูกทำลาย สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่ต้องมาซ่อมแซมตัวเองจากการถูกทำลาย อีกทั้งยังช่วยปกป้องอวัยวะอื่น ๆ ไม่ให้ถูกทำลายไปด้วย 

2.เสริมสร้างการผลิตน้ำดี 

อาร์ติโชคยาบำรุงตับจากธรรมชาตินี้จะเข้าไปช่วยส่งเสริมการทำงานของตับ ให้ตับสามารถผลิตน้ำดีที่มีคุณภาพในปริมาณมากพอที่ร่างกายต้องการ โดยน้ำดีเหล่านี้จะไปช่วยย่อยสารอาหารประเภทไขมันในลำไส้ ก่อนที่เจ้าไขมันพวกนั้นมันจะไปเกาะสารอาหารประเภทอื่น ๆ ทำให้กระบวนการย่อยไม่สมบูรณ์ เกิดเป็นภาวะอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตามมา

3.แก้และลดภาวะตับอักเสบ 

อาร์ติโชคเปรียบเสมือนยาบำรุงตับ ที่จะช่วยลดการอักเสบของตับ จากพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ดื่มสุรา จากการทานยามากเกินความจำเป็น หรือจากการที่โดนสารพิษบางตัวเข้ามาทำร้าย เมื่อตับอักเสบเกิดขึ้นกับเราแล้ว ตับจะทำลายเนื้อตับส่วนที่อักเสบนั้นทิ้งไป แล้วสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่การทำแบบนี้ย่อมเกิดบาดแผลและร่องรอยไว้ หากปล่อยไว้ให้กลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง ตับต้องทำลายตัวเองบ่อย ๆ อาจเกิดเป็นแผลเป็น จนท้ายที่สุดพัฒนาร่างเป็นตับแข็งได้  

4.ลดภาวะไขมันพอกตับ 

มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าอาร์ติโชค นั้นสามารถลดภาวะไขมันพอกตับ หรือ fatty liver ได้เป็นอย่างดี โดยผู้ป่วยภาวะไขมันพอกตับ หากได้ทานยาบำรุงตับจากธรรมชาติอย่างอาร์ติโชคติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน จะช่วยลดไขมันพอกตับได้ ซึ่งไขมันพอกตับนั้นเป็นโรคที่หากปล่อยไว้ให้เป็นนาน ๆ อาจสามารถพัฒนาเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้เช่นกัน 

5.ลดสาร billirubin 

อาร์ติโชคมีคุณสมบัติในการช่วยลดสาร Billirubin ได้ ซึ่งสารบิลลิรูบินนี้เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง หากว่ามันคั่งค้างในร่างกายมากเกินไป จะเกิดเป็นภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ได้ ตับจึงต้องกำจัดสารเหลืองนี้ออกไปให้พ้นร่างกาย อาร์ติโชคจึงไม่ได้แค่ช่วยลดสารบิลลิรูบินแล้วแต่ยังช่วยแบ่งเบาภาระให้กับตับได้อีกด้วย 

ประโยชน์อื่น ๆ ของ Artichoke

อาร์ติโชคไม่เพียงว่าขึ้นชื่อว่าเป็นเพียงยาบำรุงตับเท่านั้น แต่พืชสมุนไพรโบราณเมืองหนาวชนิดนี้ยังมีประโยชน์อื่น ๆ ต่อร่างกายอีกหลายอย่าง เช่น อุดมไปด้วยอินูลิน สารที่เป็น pre-biotic ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ช่วยลดระดับน้ำตาลและยังสามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงช่วยรักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน กรดไหลย้อน ได้เป็นอย่างดีด้วย 

มีงานวิจัยยืนยันว่า Artichoke เป็น ยาบำรุงตับ 

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Poznan University of Medical Sciences มหาวิทยาลัยการแพทย์ในประเทศโปแลนด์ พบว่า Artichoke ไม่เพียงแค่เป็นยาบำรุงตับที่ช่วยมอบประสิทธิภาพการทำงาน ลดการอักเสบให้กับตับ และช่วยป้องกันตับถูกทำลายจากพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ ทานไขมันมาก การได้รับสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ การกินยาเกินความจำเป็นแล้ว อาร์ติโชคยังช่วยลดระดับไขมันในเลือด อันนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแข็งตัวได้อีกด้วย 

หรืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งชาติโดเนตส์ ประเทศยูเครน ที่ยืนยันว่า การกินอาร์ติโชคบำรุงตับเป็นระยะเวลา 2 เดือน สามารถลดอาการไขมันพอกตับที่ไม่ได้มาจากการดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังมีความสามารถในการลดและต้านทานความอักเสบได้เป็นอย่างดี

 

LIVPRO ยาบำรุงตับ จากธรรมชาติ

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับ ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมจาก ราชาการบำรุงตับ อย่าง Artichoke และสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด เช่น Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

หากสนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม LIVPRO สำหรับฟื้นฟูดูแลตับ คลิกเลย  

 

Open post
อาการตับเสื่อม

ระวัง อาการตับเสื่อม ก่อนวัย ถ้าใช้พาราเกินความจำเป็น รู้ไว้ก่อนจะสายไป

รู้หรือเปล่าครับว่า แค่กินพาราครั้งละ 2 เม็ด ก็ทำให้ อาการตับเสื่อม ถามหาเราได้ 

พาราเซตามอล หรือยาแก้ปวด เป็นยาชนิดหนึ่งที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ ถึงแม้จริง ๆ แล้ว พาราเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง แต่หากได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสมกับตัวเองนาน ๆ เข้า ก็อาจทำให้ อาการตับเสื่อม ขยับเข้ามาใกล้เราได้ เพราะจริง ๆ แล้วพาราเซตามอน เป็นยาที่ต้องกินตามน้ำหนักตัว และต้องกินในปริมาณที่ถูกต้อง แต่หลายคนกลับมีความเข้าใจผิด ๆ ยิ่งกินเยอะยิ่งดี ป่วยนิดไข้หน่อยก็ต้องหยิบเจ้ายาแก้ปวดนี้มาใช้ทันที แถมยังใช้ไม่ถูกวิธีอีกด้วย  

พาราคือหนึ่งในสาเหตุ อาการตับเสื่อม

ผลร้ายต่อตับคือสิ่งที่จะตามมาหลอกหลอนหากร่างกายได้รับพาราในปริมาณที่สูงเกินไปในแต่ละวัน และได้รับยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยร่างกายเราอาจมีอาการส่งสัญญาณมาบอก ทั้งการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องบริเวณด้านขวาบน และหากตับถูกทำลายเยอะ ๆ อาจมีอาการตับเสื่อมสภาพจากการใช้ยาที่มากเกินความจำเป็นได้

นั่นก็เป็นเพราะตับมีหน้าที่ขับไล่สารและยาต่าง ๆ ที่เหลือจากการใช้งาน ให้ออกไปจากร่างกายของเรา หากตับเราได้รับยาอย่างพารามากเกินไป ตับจึงไม่สามารถขับออกไปได้หมด หรือขับออกไม่ทัน เมื่อร่างกายเราดันไปสังเกตุเห็นว่าที่ตับมีสารพิษเยอะและยาเยอะเกินไป ร่างกายจะส่งหน่วยพิทักษ์มาทำลายเนื้อตับส่วนนั้นออกไป เพราะตับสามารถงอกใหม่ได้ตลอด แต่การโดนทำลายบ่อย ๆ ก็ย่อมทำให้ตับยิ่งทำงานหนัก ยิ่งแก่เร็ว และ อาการตับเสื่อมสภาพก็ยิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเท่านั้น 

ผลเสียอาการตับเสื่อมสภาพ

หากว่าอาการตับเสื่อมสภาพมันเข้ามาหาแล้วเรา ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นมันจะไปกระทบกับหลาย ๆ ระบบในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น …

ระบบย่อยอาหาร เพราะตับมีหน้าที่ในการลิตน้ำดีเพื่อไปย่อยไขมัน หากตับเสื่อมขึ้นมา น้ำดีที่เคยผลิตได้เยอะ ก็จะต้องลดปริมาณลง และได้แต่น้ำดีที่ไม่ค่อยมีคุณสภาพส่งผลให้การย่อยไขมันที่ลำไส้เล็กนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณื อีกทั้งมันยังไปเกาะแกะสารอาหารประเภทอื่น ๆ ทำให้เอนไซม์ต่าง ๆ ไม่สามารถย่อยอาหารเหล่านั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย 

การใช้พลังงานของร่างกาย และสะสมพลังงานของร่างกาย เพราะตับมีหน้าที่ในการส่งน้ำตาลกลูโคสไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย อีกทั้งตับยังต้องเก็บพลังงานส่วนที่เหลือจากการใช้มาสะสมไว้ ในรูปของไกลโคเจน และไขมันอีกบางส่วน หากตับเสื่อมสภาพอาจจะทำให้ร่างกายเกิดการอ่อนเพลีย เพราะร่างกายอาจไม่ได้รับพลังงานเท่าที่ควร แถมยังไม่มีพลังงานสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินอีกต่างหาก

การกำจัดสารพิษ เพราะหน้าที่ตับคือการกำจัดสารที่หากร่างกายได้รับมากเกินไปจะเป็นอันตรายออกไป และพาราก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉะนั้นหากตับไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ย่อมส่งผลให้สารพิษมันคงคั่งค้างในร่างกายสูงขึ้น และอาจส่งผลถึงสมองได้ หากไม่รีบรักษา

แล้วปริมาณยาพาราเซตามอลที่เหมาะกับเรา คือเท่าไหร่กันแน่ ?

อย่างที่บอกครับว่า การกินพาราที่ถูกต้องคือต้องกินตามน้ำหนักตัว และต่อวันไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ด (หรือ 4,000 กรัม) โดย

คนที่น้ำหนักไม่เกิน 50 กิโลกรัม ควรทานครั้งละไม่เกิน 1 เม็ด

คนที่น้ำหนัก 50-75 กิโลกรัม ควรทานครั้งละไม่เกิน 1 เม็ดครึ่ง 

คนที่น้ำหนัก 75 กิโลกรัมขึ้นไป ควรทานครั้งละไม่เกิน 2 เม็ด 

เพราะฉะนั้นหากไม่อยากให้ตับของเราต้องเผชิญปัญหาประสิทธิภาพถดถอย ส่งผลกระทบไปยังระบบและอวัยวะอื่น ๆ ก็ควรกินพาราในปริมาณที่ถูกต้องและพอเหมาะตามที่แพทย์สั่ง ไม่ทานยาเกินความจำเป็น มิเช่นนั้น อาการตับเสื่อมสภาพอาจย้อนกลับมาทำร้ายร่างกายเราก็ได้ 

แต่มีพืชมหัศจรรย์อยู่ชนิดหนึ่งที่สามารถบรรเทาอาการตับเสื่อมสภาพ ให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อยากรู้ คลิก ที่นี่

Posts navigation

1 2
Scroll to top