บทความสุขภาพ Archives - med-thai รอบรู้เรื่องสุขภาพ ตามคำแนะนำจากแพทย์ เราเข้าใจคนไทย
Open post
ชุดตรวจ hiv ด้วยตนเอง

ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง ตรวจเอดส์ รู้ผลทันที ความแม่นยำสูง

ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อ HIV เป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ปลดล็อคให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึง ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง ได้ง่ายขึ้น สามารถตรวจและรู้ผลทันที ใช้เวลาไม่นาน สามารถตรวจได้เองที่บ้านและให้ผลแม่นยำสูงไม่ต่างกับการไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อเป้าหมายการลดโอกาสการติดเชื้อรายใหม่ และรู้ผลเร็วเพื่อนำไปสู่การรักษาและป้องกันที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที

 

ชุดตรวจ HIV ในปัจจุบันนี้ สามารถเชื่อถือได้หรือยัง?

ปัจจุบันชุดทดสอบหาเชื้อเอชไอวี ให้ผลความแม่นยำเกิน 99 % แล้ว ซึ่งไม่ต่างจากการไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลหรือคลีนิก หากใช้ เครื่องตรวจเอดส์ อย่างถูกวิธี ในระยะเวลาที่เหมาะสมหลังเสี่ยง หรือไม่อยู่ในช่วง Window period (ระยะเวลาที่ยังตรวจไม่พบเชื้อ แม้จะมีเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เพราะร่างกายยังไม่สร้าง Antibody หรือมี Antibody น้อยมาก หรือมีจำนวน Antigen น้อยมาก )  ปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานอย่างถูกต้อง ดังนั้นปัจจุบัน ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง จึงมีความแม่นยำสูง และสามารถเชื่อถือได้

แต่หากดูในปัจจุบันจะเห็นว่า มีชุดตรวจจำนวนมากที่คนทั่วไปสามารถหาซื้อได้ โดยมีทั้งชุดตรวจที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจาก อย. และชุดตรวจที่ไม่ผ่านการรับรอง การเลือกชุดตรวจที่มีประสิทธิภาพสูง หวังผลได้ ผู้ซื้อจึงต้องตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าและร้านที่ซื้อเป็นอย่างดี ที่สำคัญควรเลือกซื้อจากร้านที่มีความน่าเชื่อถือ มีเลข อย ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าชุดทดสอบนั้นผ่านการรับรองอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากผลตรวจออกมาเป็นบวก เราก็ต้องไปตรวจเลือดยืนยันผลจากแพทย์อีกครั้ง เพื่อยืนยันผลว่าเป็นบวกจริง หรือ บวกปลอม และ หากผลตรวจออกมาแล้วได้ผลเป็นลบ แม้จะสามารถสบายใจได้แล้ว แต่ก็แนะนำให้มีการตรวจย้ำสัก 2 ชุดขึ้นไป เพื่อยืนยันความแม่นยำ ป้องกันความผิดพลาด

 

การตรวจหาเชื้อ จากชุดตรวจเอชไอวี ด้วยตัวเอง มีหลักๆ ดังนี้

– การตรวจด้วยการเจาะเลือดนิ้วมือ หากนึกภาพตามก็จะคล้ายๆ ลักษณะการตรวจน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน โดยการตรวจหาเชื้อแบบนี้จะเป็นการเจาะเลือดจากปลายนื้วมือ แล้วนำตัวอย่างเลือดหยดลงบนแผ่นทดสอบ จากนั้นจึงอ่านค่าที่ได้จากแผ่นทดสอบ โดยการตรวจแบบนี้จะมีความแม่นยำสูง รู้ผลทันที จะให้ผลที่มีความแม่นยำมากถึง 99.9%

– การตรวจหาเชื้อโดยการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้ม หรือบริเวณเหงือก โดยจะใช้ก้านสำลีเช็ด จากนั้นเก็บลงในหลอดที่มาพร้อมกับชุดตรวจเอชไอวี การตรวจหาเชื้อในรูปแบบนี้จะเหมาะสำหรับคนที่กลัวเข็ม ไม่ต้องเจาะเลือด แต่ก็จะให้ความแม่นยำที่ 92% และการแปลผลจะใช้เวลาภายใน 20 นาที

ชุดตรวจเชื้อ HIV ด้วยตนเอง ผู้ตรวจจำเป็นต้องทำความเข้าใจวิธีการใช้จากคู่มือ และวิธีอ่านค่าอย่างละเอียด เพราะการตรวจเอง ไม่ได้มีความชำนาญเหมือนแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลที่ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุดควรให้ความสำคัญในส่วนนี้อย่างมาก ในกรณีที่ใช้เครื่องตรวจเอดส์ไม่ถูกต้อง เช่น ตรวจหลังเสี่ยงเร็วเกินไป หยดเลือดน้อยหรือมากเกินไป หรือกรณีอื่นๆ อาจส่งผลให้การตรวจมีความผิดพลาด ทำให้การอ่านค่าจากชุดตรวจผิด ดังนั้น การตรวจเพียงครั้งเดียว อาจไม่สามารถยืนยันผลที่แน่ชัด 100% ได้ เพราะชุดตรวจเป็นการตรวจสอบเพียงเบื้องต้นเท่านั้น

 

การยุติปัญหาเอดส์ โดยการปลดล็อคให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงการตรวจ HIV อย่างง่ายนั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการตรวจ แทนที่ต้องไปตรวจที่สถานพยาบาล ที่อาจทำให้เสียเวลา เสียการเสียงาน บางคนอาจจะอายที่ต้องไปตรวจหาเชื้อ ก็จะทำให้ประชาชนทราบถึงสถานะการติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น มีโอกาสป้องกันและลดการถ่ายทอดเชื้อไปยังบุคคลอื่น ดังนั้น การมีชุดตรวจเอดส์ ด้วยตนเอง วางจำหน่ายให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย จึงถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยให้การควบคุมโรคและสถานการณ์ของโรคเอดส์ในปัจจุบันดีขึ้น

 

ในเรื่องของคุณภาพของชุดตรวจนั้น นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ” ชุดตรวจนี้จะมีการกำหนดคุณภาพมาตรฐานของชุดตรวจ ลักษณะภาชนะบรรจุของชุดตรวจ การแสดงฉลาก เช่น ข้อบ่งใช้ วิธีการใช้ วิธีการเก็บรักษา คำเตือน ข้อควรระวัง องค์ความรู้เกี่ยวกับระยะการตรวจหาการติดเชื้อไม่พบของชุดตรวจนั้นๆ แบบประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ด้วยตนเอง ช่องทางการให้ข้อมูลสนับสนุนของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าในการใช้ชุดตรวจดังกล่าวผ่าน QR Code สาธิตวิธีการตรวจ การสรุปผล การเชื่อมเข้าสู่ระบบบริการ และการแปลผลด้วย แต่อย่างไรแล้วนั้นก็ควรศึกษาและใช้ให้ถูกวิธีตามคู่มือ ถึงจะได้ประสิทธิภาพและความแม่นยำมากที่สุด ”  อย่างไรก็ดี ในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี การเข้าถึงชุดตรวจและทดสอบได้อย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้สามารถเริ่มรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

 

หากอยากมั่นใจในทุกครั้งที่ตรวจ โปรดซื้อชุดตรวจเอชไอวีกับร้านที่น่าเชื่อถือและมีมาตรฐานรับรอง

สนใจสินค้า แตะที่ QR Code หรือ สแกน Add LINE สอบถามได้เลยค่ะ

 

สั่งซื้อชุดตรวจ hiv

 

ชุดตรวจ hiv ด้วยตนเอง ราคาถูก

ชุดตรวจเอชไอวี ราคา

Open post
ไตรกลีเซอไรด์สูง

ไตรกลีเซอไรด์สูง รักษาได้ ลดด่วนๆ ก่อนอันตรายถึงชีวิต

หากร่างกายต้องประสบกับ ไตรกลีเซอไรด์สูง ต่อเนื่องยาวนาน อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกายได้เลย เช่น ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด เลือดไม่พอเลี้ยงหัวใจ สมอง และอาจเป็นโรคตับได้ เป็นต้น แต่ค่าไตรกลีเซอไรด์ที่พุ่งสูงทะลุเพดานนั้น ก็ใช่ว่ามันจะลดลงไม่ได้ หากดูแลร่างกายอย่างถูกต้อง

ไตรกลีเซอไรด์สูง คือ

ไตรกลีเซอไรด์สูงที่หลาย ๆ คนกำลังเผชิญอยู่นั้น คือ ภาวะที่ร่างกายของเรามีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูงกว่าปกติที่ควรจะเป็น ซึ่งเจ้าไตรกลีเซอไรด์นั้น เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราสังเคราะห์ขึ้นเองได้ และมาจากการกินอาหารบางประเภทเข้าไป เช่น น้ำมัน เนย หรืออาหารพวกไขมันต่าง ๆ 

สาเหตุหลัก ไตรกลีเซอไรด์สูง

การเกิดไตรกลีเซอไรด์สูงนั้นมักเกิดจากการกินอาหารไม่ถูกหลัก หรือกินอาหารที่มีพวกไขมันสูง ของหวานน้ำตาลสูง ทำให้มันเข้าไปคั่งค้างในเลือด ในร่างกายมากเกินความจำเป็น หรืออีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกาย เพราะกระบวนการสลายแอลกอฮอล์จะไปกระตุ้นตับให้ผลิตไตรกลีเซอไรด์มากขึ้นได้

อันตราย ไตรกลีเซอไรด์สูง

เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่มีท่าทีจะลดลง จะทำให้เลือดที่ไหลเวียนไปทั่วร่างมีความเข้มข้น หรือมีความเหนียวสูง มันอาจจะจับตัวกันเป็นลิ่มทำให้ไปอุดตัน บดบังทางเดินเลือด ทำให้เลือดไม่พอไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อหลาย ๆ โรค ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ สมอง ขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ ความดันโลหิตสูง ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น

แบบไหนเรียกสูง แบบไหนถึงธรรมดา

การตรวจหาค่าระดับไตรกลีเซอไรด์ สามารถทำได้โดยการเจาะเลือดขึ้นมาตรวจหาค่า โดยค่าไตรกลีเซอไรด์มีหลายระดับ ดังนี้ 

  • ระดับไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หมายถึง ไตรกลีเซอไรด์อยู่ในระดับปกติ
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ 150-199 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หมายถึง ไตรกลีเซอไรด์อยู่ในระดับคาบเส้น
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ 200-499 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หมายถึง ไตรกลีเซอไรด์อยู่ในระดับสูง
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ 500 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป หมายถึง ไตรกลีเซอไรด์อยู่ในระดับสูงอันตราย

ไตรกลีเซอไรด์สูง สร้างความเสียหายต่อตับ

ไม่เพียงแต่หัวใจและสมองเท่านั้นที่เจ้าไขมัน หรือไตรกลีเซอไรด์สูง มันจ้องจะเล่นงาน ตับก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่พลอยได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ โดยตับมีหน้าที่ในการนำไตรกลีเซอไรด์สูงเหล่านั้นบางส่วนไปจัดเก็บ ไว้เป็นพลังงานสำรอง แต่ทว่า หากมันดันมีมากเกินไป และไม่ถูกเอาออกมาใช้เลย อาจนำไปสู่โรคไขมันพอกตับ ได้อย่างง่ายดาย และหากยังทิ้งไว้นาน ๆ จากไขมันพอกตับ อาจจะพัฒนาความโหดเหี้ยมไปสู่โรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้เลย

ลดไตรกลีเซอไรด์ ด้วย Artichoke

แน่นอนว่าค่าตัวเลขวัดระดับต่าง ๆ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การที่มันพุ่งสูงทะลุปรอทก็ใช่ว่ามันจะไม่สามารถขยับลดลงมาได้เลย ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกันที่จะช่วยให้ค่าไตรกลีเซอไรด์จะกลับมาอยู่ในภาวะปกติ 

Artichoke เป็นสมุนไพร มีประสิทธิภาพในการลดไตรกลีเซอไรด์สูง ให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติ ได้ และยังช่วย ไขมันในเลือด และน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี 

ทั้ง Artichoke ยังได้รับการยกย่องจากหลาย ๆ สถาบันวิจัยทั่วโลกว่า เป็นพืชบำรุงตับที่ดีที่สุด เพราะมีความสามารถทั้งลดไขมันพอกตับ ลดและป้องกันการอักเสบที่อาจจะเกิดขึ้น ปรับสมดุลลำไส้ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับได้ 

ลดไตรกลีเซอไร์สูง ด้วยการปรับพฤติกรรม

1.ออกกำลังกาย การออกกำลังกาย ร่างกายจะนำไตรกลีเซอไรด์ที่ไหลเวียนวนในเลือดของเราออกมาใช้เป็นพลังงาน หากทำบ่อย ๆ อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง ก็ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์สูงได้เช่นกัน 

2. ลดน้ำหนัก และควบคุมอาหาร จะช่วยให้ปริมาณไตรกลีเซอไรด์ และไขมันในร่างกายนั้นไม่เพิ่มมากขึ้น ทั้งหากพยายามปรับสัดส่วน ลดไขมันลง อาจทำให้ร่างกายดึงไตรกลีเซอไรด์ที่หลบซ่อน และแอบตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อีกด้วย 

3.เลิกแอลกอฮอล์ เพราะบรรดาเหล้ายาสุราเบียร์นั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไตรกลีเซอไรด์สูง หนำซ้ำยังอาจทำให้โรคตับขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย การพยายามลดแอลกอฮอล์จึงเป็นวิธีหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์กลับมาอยู่ในภาวะปกติเช่นกัน

LIVPRO อาหารบำรุงตับ กลีเด์

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับ ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมของ ราชาการบำรุงตับอย่าง อาร์ติโชค (Artichoke) และสุดยอดสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด เช่น Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้

หากสนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม LIVPRO สำหรับฟื้นฟูดูแลตับ คลิกเลย

Open post
ไขมันในเลือดสูง

ไขมันในเลือดสูง อันตรายทั้งตับ ทั้งหัวใจ แม้ไม่อ้วนก็เสี่ยงได้

ไขมันในเลือดสูง คือ โรคที่มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งแม้ว่าอาการของโรคอาจไม่ได้มีความผิดใดๆเลย แต่มันจัดว่าเป็นโรคที่ควรรักษา หรือแก้ไขโดยไว เพราะหากให้มันดำเนินต่อไป รับรองเลยว่ามีโรคแทรกซ้อนเข้าแถวรอจะเข้ามาทำร้ายชีวิตคุณแน่นอน ซึ่งไขมันในในเลือด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 

ไขมันในเลือดสูง มีอะไรบ้าง 

1.คอลเลสเตอรอลสูง 

คอลเลสเตอรอล คือ ไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ที่ตับ และอีกส่วนหนึ่งคือเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารเข้าไปในร่างกาย (พบมากในเนื้อสัตว์) ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เพราะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะสมอง 

แต่ทว่าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย สูงกว่าชาวบ้านชาวช่อง มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จากคุณประโยชน์มันจะกลายเป็นโทษแทน เตรียมรับหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นได้เลยหากไม่รีบรักษาให้มันลดหายไป

คอลเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ หรือ LDL 

ซึ่งเป็นชนิดที่ค่อนข้างอันตราย ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงต่ออันตรายมากเท่านั้น เพราะมันจะเข้าไปสะสสมตัวเองตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบตัน คอยขัดขวางการไหลเวียนเลือดในร่างกาย โดยปกติในร่างกายของคนทั่วไป ไม่ควรมีปริมาณเกิน 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 

คอลเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นสูง หรือ HDL

ส่วนเจ้าไขมันคอลเลสเตอรอลตัวนี้ จะเป็นตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ยิ่งดีมากเท่านั้น เพราะมันจะทำหนาที่ นำพา LDL ที่แอบอยู่ตามหลอดเลือดไปทำลายทิ้งที่ตับ ช่วยให้เลือดกลับมาไหวเวียนได้เต็มที่ ลดความเสี่ยงโรคต่างๆ ซึ่งในร่างกายคนทั่วไป ไม่ควรจะมีเจ้า HDL ต่ำกว่า 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 

2.ไตรกลีเซอไรด์สูง 

ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน เพราะมีหน้าที่ทั้งเป็นส่วนหนึ่งของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เซลล์ในร่างกายแข็งแรง ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และได้จากการกิน แต่ก็เช่นเดียวกับเจ้าคอลเลสเตอรอล คือ มีมากไปก็กลายเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เพราะมันจะไปอุดตัน และสะสมฝังตัวเองไปตามอวัยวะต่างๆ โดยคนทั่วไปไม่ควรมีเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงโรคหัวใจ สมองขาดเลือด 

เจ้าไขมันในเลือดสูงนี้ หลังจากที่มันไปเกาะแกะอุดตันตามผนังหลอดเลือด ทำให้บดบังเลือดไม่ให้เดินทางไหลเวียนได้สะดวก กลายเป็นหลอดเลือดแข็งตัว ตียตัน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจที่มีหน้าที่สูบฉีดเลือด ส่งผลให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด และยังส่งผลให้เกิดโรคเส้นเลือดในสมองตีบ เสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตย์ ได้อีกเช่นกัน 

เสี่ยงโรคไขมันพอกตับ 

อย่างที่บอกว่า ระดับไขมันในเลือดสูง และไตรกลีเซอไรด์สูง มันจะไปฝังตัวแอบซ่อนอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และตับก็เป็นหนึ่งในนั้น มันจะเข้าไปสะสมอยู่ที่เซลล์ตับ หากได้รับติดต่อกันเป้นระยะเวลานาน ไขมันชนิดนี้มันจะเพิ่มพูนสูงขึ้น จนอาจกลายเป็นโรคไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้การทำงานของตับต่ำลง ทั้งการสร้างน้ำดีย่อยอาหาร การกำจัดการพิษ การให้พลังงานร่างกาย อีกทั้งที่น่ากลัวคือ ไขมันพอกตับ มันคือต้นเหตุของโรคร้ายอย่าง เบาหวาน ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ ได้เลย

สาเหตุไขมันในเลือดสูง 

  • การกิน โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน ของหวาน ของทอด 
  • โรคอ้วน มักจะมาพร้อมกับอาการน้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดสูง
  • กรรมพันธุ์ ทำให้มีความบกพร่องในการเผาผลาญสารไขมัน ซึ่งถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ได้
  • โรคเบาหวาน ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ไขมันในเลือดสูงได้เช่นกัน  
  • สูบบุหรี่ บุหรี่มีสารที่กระตุ้นให้คอลเลสเตอรอลสูงขึ้น
  • ดื่มเหล้า และแอกอฮอล์ ที่ถูกจำกัดออกไปจากร่างกาย จะเกิดกรดไขมันซึ่งจะกลายเป็นไขมันตามมา
  • การไม่ออกกำลังกาย ทำให้ไขมันที่ถูกสะสมอยู่ตามอวัยวะต่างๆ และในเลือด ไม่ถูกนำมาใช้งาน 

รักษา ไขมันในเลือดสูง จากอาการและสาเหตุ 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้ไขมันในเลือดและในร่างกายลดลง เพราะร่างกายจำเป็นต้องดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ เพราะฉะนั้นหากใครที่กำลังต้องการวิ่งหนีจากปัญหา ไขมันในเลือดสูง ก็ควรออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ2-3วัน

ควบคุมอาหาร 

การกินนับเป็นสาเหตุหลักๆของโรคไขมันในเลือดสูง การควบคุมการกิน โดยหลีกเลี่ยงของทอด ของหวาน แป้ง ไขมัน จึงเป็นวิธีที่จะไม่เพิ่มไขมันให้ร่างกาย ร่างกายจะได้ไปดึงไขมันส่วนเกินของร่างกายมาใช้งาน 

เลิกบุหรี่ งดสุรา

แอลกอฮอล์ และบุหรี่ ถูกจัดให้เป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะทำลายตับ ทำลายปอดแล้ว มันจะเต็มไปด้วยสารอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำลายอวัยวะอื่นๆทั่วร่างกาย และเป็นตัวการเพิ่มไขมันและคอลเลสเตอรอลในร่างกายอีกด้วย 

Artichoke สารสกัด ลดไขมันในเลือด บำรุงตับ

อาร์ติโชค (Artichoke) เป็นพืชที่มีความสามารถหลากหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบำรุงตับ ทั้งลดไขมันพอกตับ และยังช่วยลดปัญหาตับอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับการยกย่องจากสถาบันวิจัยหลายแห่ง ว่าเป็น ราชาแห่งการบำรุงตับ 

แต่หนึ่งในความสามารถที่น่าทึ่งของมันคือ ประสิทธิภาพการลดไขมันในเลือดในระดับสูงสุด ทั้งช่วยลดระบบคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตราย และระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สร้างความเสียหายต่อร่างกาย ให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลต่อร่างกาย ลดความเสี่ยงทั้งโรคไขมันพอกตับ โรคหัวใจและสมองขาดเลือด อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงเบาหวานได้อีกเช่นกัน

โดยการตรวจความผิดปกติของระดับไขมันในเลือดนั้น จะหาได้จากการตรวจเลือด โดยการตรวจสุขภาพ เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นควรตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาความผิดปกติของร่างกาย อย่าประมาทละเลยคิดว่าตัวเองแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้นจากอาการที่ไม่ได้รุนแรง มันอาจลุกลามบานปลายจากโรคแทรกซ้อนอย่างที่คุณคิดไม่ถึงเลยก็เป็นได้ 

Open post
โรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร อาการปวดท้องทรมาน อึดอัดอยู่ข้างใน

ถึงแม้ว่าโรคกระเพาะ หรือ โรคกระเพาะอาหาร จะเป็นโรคที่ไม่ได้อันตรายร้ายแรงอะไรมากนัก แต่ทว่าอาการมาของมันที่มาในแต่ละครั้งนั้นก็สร้างความทรมานในช่องท้องไม่ใช่น้อย ๆ อีกทั้งมันยังเป็นโรคที่สามารถวนกลับมาเป็นใหม่ได้ตลอด ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักป้องกันเอาไว้

โดยปกติกระเพาะอาหารมีหน้าที่เป็นจุดพักอาหาร และทำการหลั่งน้ำย่อยอาหารประเภทโปรตีน และไขมัน ก่อนที่จะเดินทางไปสู่ลำไส้เล็ก กระเพาะของคนเรามีความจุอยู่ที่ประมาณ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่มันสามารถขยายตัวได้ถึง 40-60 เท่า หรือประมาณ 2,000-3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่หากการหลั่งน้ำย่อยเกิดความผิดปกติ หรือเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจต้องทำให้เจ็บปวดทรมานจากโรคกระเพาะอาหารได้

ความทรมานจากอาการของ โรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันทันใด แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่นานก็หายไป ซึ่งในแต่ละครั้งที่มันมา มันกลับไม่ได้มาเล่น ๆ มันมาพร้อมกับสร้างความทรมาน บางคนถึงกับต้องร้องโอดครวญให้กับความแปรปรวนของกระเพาะอยู่ข้างใน

โดยอาการจะมี เช่น รู้สึกปวดท้องเจ็บจุกใต้ลิ้นปี่ บางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่ค่อยอยากกินอะไรสักเท่าไหร่ ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย อาการปวดเหล่านี้สามารถเป็นได้ทั้งก่อนกินข้าวและหลังกินข้าว มักจะเดี๋ยวก็เป็น เดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวก็หาย วันหนึ่งปวดไม่รู้กี่ครั้ง และเมื่อเป็นแล้วหากไม่ดูแลเรื่องการกินให้ดี มันก็จะกลับมาเยือนคุณได้ตลอดเวลา

สาเหตุของ โรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ นั้นถูกเรียกรวมไปถึงการอักเสบของลำไส้เล็กส่วนต้นด้วย เกิดขึ้นจากการที่กระเพาะมีการกลั่งกรด น้ำย่อยมาเกินไป และเผอิญว่าความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะและลำไส้มันดันลดลง จนเกิดเป็นแผล สร้างความเจ็บปวดต่อมา ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ทำให้ผนังกระเพาะอาหารอ่อนแอ
  • ความเครียดขั้นรุนแรง ภาวะซึมเศร้า พักผ่อนไม่พอ นอนไม่หลับ
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ ที่สร้างความระคายเคืองต่อกระเพาะ
  • พฤติกรรมการกินไม่ตรงเวลา กินมากเกินไป กินเร็วเกินไป ก็เป็นสาเหตุโรคกระเพาะอาหารได้
  • การกินยาจำพวก Aspirin, Ibuprofen หรือยาซองแก้ปวด

อันตรายแฝงจากอาการที่ไม่อันตราย

เพราะอาการของโรคกระเพาะนั้นดูไม่ได้ร้ายแรงอะไร จนหลายคนเลิกที่จะปล่อยปะละเลยการดูแลเอาใจใส่ รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองนั้นสนิทสนมกับโรคกระเพาะ แต่ก็ยังคงทำพฤติกรรมทำร้ายกระเพาะต่าง ๆ ทั้งกินไม่เป็นเวลา ดื่มเครื่องดื่มที่ระคายเคืองกระเพาะ เครียดหนัก เป็นต้น เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายหมดความอดทน ระวังไว้เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นเข้ามาเพิ่ม เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้เลย

การป้องกันบรรเทาโรคกระเพาะ

อาการเรื้อรังเป็นแล้วกลับมาเป็นอีก เป็นหนึ่งสิ่งที่มักจะมาคู่กับโรคกระเพาะอาหาร ไม่ว่าเราจะอยากหนีหายจากมันเท่าไหร่ แต่หากเราเผลอไปทำพฤติกรรมไม่ดีต่อกระเพาะอาหารเมื่อไหร่ มันก็พร้อมจะกลับมาได้เสมอ ดังนั้นวิธีที่จะไกลห่างจากมันได้ ควรต้องดูแลท้องไส้ให้ดีหลีกหนีจากสาเหตุกระเพาะ ด้วยวิธีการดังนี้

  1. ล้างมือให้สะอาด ปรุงอาหารให้สุก เจ้าแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร จะได้ไม่มายุ่งวุ่นวายกับเราอีก
  2. กินอาหารให้ตรงเวลา ในปริมาณที่พอดี ก็สามารถช่วยให้การหลั่งกรดน้ำย่อยในกระเพาะเป็นไปตามปกติ
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ในตอนท้องว่างเพราะจะทำให้กระเพาะระคายเคือง
  4. หลีกเลี่ยงยาที่ทำให้กระเพาะอาหารไม่ปลอดภัย
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง และยังช่วยให้บรรเทาอาการเครียด ที่มีส่วนกระตุ้นการหลั่งกรดได้ด้วย
Open post
ไขมันในเลือด

ไขมันในเลือด ยิ่งสูง ยิ่งเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ คือ โรคที่มันไขมันเข้าไปแทรกซึมอยู่ในเซลล์ตับมากเกินปกติ หรือประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตับ ส่งผลให้การทำงานของตับแย่ลง ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่สำคัญนั้นมาจาก การที่เรามี ไขมันในเลือด ที่สูง ติดต่อกันนานแล้วไม่ได้ควบคุมรักษานั่นเอง 

ตับ ต้องสะสมไขมันและนำ้ตาลที่มีมากเกินไป

ไขมันในเลือดสูง อาจเกิดขึ้นจาก การที่เรากินอาหารประเภทไขมัน หรือแป้ง น้ำตาล เข้าไปมากเกินไป โดยตับเรามีหน้าที่ในการสะสมพลังงานที่เหลือใช้จากร่างกาย หากร่างกายของเราได้รับอาหารที่ไม่ดีเข้ามาก ๆ ตับจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงน้ำตาลกลูโคสที่เหลือจากการใช้งาน ให้อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์(ไขมัน) และไกลโคเจน ก่อนจะกักเก็บพอกพูนไว้ที่ตับ 

ดังนั้นเมื่อร่างกายเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีระดับไขมันในเลือดสูง แปลว่าตับต้องนำน้ำตาล และไขมันส่วนเกินเหล่านี้เข้าไปเก็บไว้ที่ตับ จนอาจจะกลายมาเป็นไขมันพอกตับตามมาได้ 

เบาหวาน เสี่ยงมากกับ ไขมันพอกตับ 

จากข้อมูลที่กล่าวไป นั่นจึงเป็นเหตุให้คนที่ป่วยทุกข์ทรมารจากอาการเบาหวาน มีโอกาสที่จะต้องประสบกับไขมันพอกตับสูง เพราะว่า เบาหวานเป็นภาวะเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากความบกพร่องของการสร้างอินซูลิน หรือความบกพร่องในการใช้อินซูลิน ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด มันจึงคั่งค้างอยู่ในเลือด ทำให้ตับต้องทำการแปรสภาพและเก็บไปสะสมมาก จึงมีโอกาสที่จะเป็นไขมันพอกตับสูงตามมา 

อาการไขมันพอกตับ 

1.อ่อนเพลีย นอนเท่าไหร่ก็ยังคงรู้สึกง่วงตลอดเวลา 

2.คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ

3.ปวดท้องแถบชายโครงขวา

4.แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องอืด 

5.บางครั้งก็เบื่ออาหาร 

กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ

เพราะอาการของโรคนั้นดูคล้ายกับโรคเบา ๆ ทั่วไป ด้วยเหตุนี้บางครั้งไขมันพอกตับ จึงไม่ค่อยมีใครรู้ และไม่ค่อยตรวจกัน แต่ใช่ว่าจะสังเกตไม่ได้ โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงมักจะสีงเกตุได้จากร่างกายและความผิดปกติต่าง ๆ  ดังนี้

1. ผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว

2. มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

3. มีระดับไขมันในเลือดสูง หรือระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

4. ไขมันชนิดดีหรือ HDL cholesterol ต่ำ

ความร้ายแรงของโรคไขมันพอกตับ 

ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดที่สูง หากปล่อยไว้ให้เป็นไขมันพอกตับ อาจนำไปสู่ตับแข็ง มะเร็งตับได้อีกด้วย นั่นเป็นเพราะ หากตับสะสมไขมันไว้มากเกินไป ตับอาจเกิดการอักเสบ และต้องทำลายตัวเองทิ้งเพื่อสร้างเซลล์ใหม่ แต่มันอาจทำให้ตับเกิดแผลเป็น และแผลเป็นหากมีมาก ๆ อาจกลายเป็นพังผืด ทำให้เลือดไปเลี้ยงตับไม่ได้ เกิดเป็นตับแข็ง มะเร็งตับ ตามมาได้ในท้ายสุด

ความน่ากลัวอื่น ๆ ของ ไขมันในเลือด ที่ปล่อยไว้

นอกจากไขมันพอกตับ ที่เกิดขึ้นจากระดับไขมันในเลือดสูงแล้ว เจ้าไตรกลีเซอไรด์ที่มากกว่าปกติยังอาจสร้างผลเสียที่น่ากลัวอื่น ๆ ให้กับร่างกายได้อีก เช่น ไขมันเข้าไปเกาะตามผนังของหลอดเลือดอาจเกิดโรคหลอกเลือดตีบ เลือดไหลเวียนไม่ดี ความดันจึงสูง อาจทำให้เลือดไหลไม่พอไปเลี้ยงหัวใจ เกิดโรคหัวใจขาดเลือด หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเลือดไปยังสมองไปพอ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้เลย 

ไขมันในเลือด จากการดื่มแอลกอฮอล์ 

นอกจากการกินที่มากเกิน และความผิดปกติของร่างกายแล้ว แอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิด ไขมันในเลือดสูงได้ นั่นเป็นเพราะ เมื่อร่างกายเรากำจัดแอลกอฮอล์ออกไป จะเกิดกรดไขมันขึ้น ซึ่งมันจะกลายมาเป็นไตรกลีเซอไรด์ หากเรายิ่งรับแอลกอฮอล์เข้าไปมาก ระดับไขมันในเลือดสูงก็จะตามมา ยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นไขมันพอกตับด้วย

การดูแลตัวเอง

ควบคุมการกิน เมื่อไขมันเลือดสสูงแล้ว ก็เพียงแค่ ไม่ไปเพิ่มไขมันให้สูงขึ้นไปอีก พยายามหลีกเลี่ยงของทอด อาหารประเภทแป้ง ไขมัน น้ำตาล เน้นไปที่อาหารที่ปรุงด้วยการต้ม การนึ่ง แทน และงดการดื่มสุราเพราะมันไม่เพียงแต่ทำให้ไขมันในเลือดสู และยังทำร้ายตับโดยตรงอีกด้วย 

ออกกำลังกาย เพื่อลดระดับไขมัน เราต้องทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นเป็นประจำ การออกกำลังกายครั้งละ 30-60 นาที อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดระดับไขมัน น้ำตาล และยังช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงได้เช่นกัน

ตัวช่วยเพิ่มเติม สำหรับ ไขมันในเลือด และไขมันพอกตับ 

Artichoke เป็นพืชที่ผ่านการรับรอง ผ่านงานวิจับจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก ได้รับการยื่นยันว่า มีสรรพคุณในการ ลดทั้งระดับไขมันในเลือด ทั้งไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอล รวมไปถึงช่วยลดระดับน้ำตาล ปรับสมดุลเลือด

นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยบำรุงตับ ทั้งลดระดับไขมันพอกตับ ลดอาการอักเสบของตับจากสาเหตุต่าง ๆ และมีฤทธิ์ในการปกป้องตับจากอนุมูลอิสระในระดับสูง 

LIVPRO แก้ปัญหา ไขมันในเลือด

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่มีส่วนผสมหลักจาก Artichoke พืชมหัศจรรย์ที่มีความสามารถ ลดไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชาแห่งการบำรุงตับ และยังมีส่วนผสมของ Dandelion Root พืชที่ได้รับการรับรองจากสำนักวิจัยหลายแห่งว่ามีความสามารถในการช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้กับตับ รวมไปถึงสมุนไพรไทยอย่างขมิ้นชัน ขิง ชาเขียว และกลูต้าไธโอนจากประเทศสหรัฐอเมริกา 

สรรพคุณ LIVPRO 

  • อุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์
  • ต้านอนุมูลอิสระที่สูงเป็นลำดับต้น ๆ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
  • ปกป้องตับ ดูแลสุขภาพตับ detoxตับ 
  • ช่วยชะล้างพิษที่คั้างอยู่ในตับ
  • แก้ภาวะตับอักเสบ ภาวะตับถูกทำลาย 
  • ลดไขมันพอกตับ เสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ของตับ 
  • เพิ่มการสร้างน้ำดี ช่วยจะช่วยขจัดสารที่เป็นพิษต่อตับ และช่วยระบบย่อยอาหาร
  • เพิ่มระบบไหลเวียนเลือดในตับ
  • ลดสารบิลลิรูบิน ต้นเหตุของภาวะดีซ่าน

สนใจอาหารเสริม LIVPRO คลิกเลย 

 

 

Open post
น้ำตาลในเลือดสูง

น้ำตาลในเลือดสูง ปล่อยทิ้งไว้ ไขมันพอกตับอาจจะถามหา

จริงอยู่ที่ระดับ น้ำตาลในเลือดสูง สามารถบ่งบอกถึงโรคเบาหวานได้ แต่อีกนัยหนึ่งก็ยังอาจบอกได้ว่าตับคุณกำลังมีปัญหาจาก โรคไขมันพอกตับ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ควบคุมระดับน้ำตาลอาจทำให้ตับได้รับความเสียหาย จนถึงขั้นเป็นอันตรายร้ายแรงได้เลย 

ไขมันพอกตับสัมพันธ์กับเบาหวาน

โรคไขมันพอกตับ และโรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดนตรง กล่าวคือ ผู้ที่เป็นเบาหวานนั้น มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นไขมันพอกตับร่วมด้วย และผู้ที่เป็นไขมันพอกตับ ก็มีโอกาสที่โรคเบาหวานจะมาเยี่ยมเยียนคุณได้สูงเช่นกัน 

นั่นเป็นเพราะ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติ จากโรคเบาหวาน ทำให้ตับที่มีหน้าที่สะสมพลังงานสำรองไว้มาก โดยตับจะเปลี่ยนจากน้ำตาลกลูโคส มาเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน และไตรกลีเซอร์ไรด์(ไขมัน) และทำการสะสมไว้ แต่หากว่าไขมันเหล่านี้ถูกกักเก็บมากเกินไป ก็อาจนำไปสู่ โรคไขมันพอกตับได้ในไม่ช้า หรือกล่าวคือ หากมีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในร่างกายมากเกินความต้องการ ตับจะนำไปสร้างเป็นไขมันและเก็บไว้นั่นเอง

อาการไขมันพอกตับ จาก น้ำตาลในเลือดสูง

ไขมันพอกตับเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันไว้ที่ตับมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับลดต่ำลง กระทบไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การใช้พลังงาน การแปลงสารอาหาร ระบบย่อยอาหาร การสังเคราะห์โปรตีน เป็นต้น 

โดยอาการของโรคนั้นอาจไม่ได้โหดร้ายรุนแรงอะไรมาก หรือในบางคนอาจจะไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา อาจจะมีเช่น 

  • อ่อนเพลียตลอดเวลา นอนไม่เท่าไหร่ก็รู้สึกง่วง
  • เหนื่อยง่าย ทำไรก็นิดหน่อยก็ไม่มีแรงแล้ว
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย 
  • อาจมีอาการปวดจุกท้องแถบ ๆ ชายโครงขวา
  • บางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน เบื่ออาหาร 

น้ำตาลในเลือดสูง อาจบอกได้ว่า ตับอาจมีปัญหาอยู่แล้ว

หากจะบอกว่าโรคไขมันพอกตับเป็นโรคที่แอบแฝงความชั่วร้ายไว้ลึก ๆ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะแม้อาการมันไม่ได้รุนแรง ไม่แสดงอาการ จนบางคนแทบไม่รู้ตัวเลยก็มี แต่มันก็แอบทำลายตับไปเรื่อย ๆ จนเกิดความเสียหายมากขึ้น ๆ  ประสิทธิภาพการทำงานของตับต่ำลง กระทบหลายระบบในร่างกาย

แต่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และ ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สามารถบอกได้ว่าตับของเราอาจจะกำลังมีปัญหากับโรคไขมันพอกตับอยู่ก็ได้ 

โดยค่าน้ำตาลในเลือด คนปกติควรจะอยู่ที่ ไม่เกิน 100 มก./ดล. หลังอดอาหาร 

ส่วนค่าไตรกลีเซอร์ไรด์ คนปกติควรจะอยู่ที่ ไม่เกิน 150 มก./ดล.หลังอดอาหาร

ปล่อยไว้อาจเป็นสาเหตุของตับแข็ง มะเร็งตับ

ความน่ากลัวของโรคไขมันพอกตับที่เกิดขึ้นจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นไม่ได้อยู่ที่อาการ หากแต่เป็นอาการและโรคที่อาจจะตามมาต่างหาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ไขมันพอกตับมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับอาจเกิดการอักเสบ และทุกครั้งที่มันอักเสบ มันจะทำลายเซลล์ส่วนนั้นทิ้งไป และทำการงอกเซลล์ตับใหม่ขึ้นมา แต่ในการงอกใหม่นี้มักจะเกิดร่องรอบแผลเป็นไว้

หากไขมันยิ่งพอกมาก ยิ่งอักเสบบ่อย แผลเป็นอาจจะขยายวงกว้าง จากแผลเป็นจุดเล็ก ๆ อาจจะกลายเป็นพังผืดที่ปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลเวียนเข้าไปเลี้ยงตับ เกิดเป็น อาการตับแข็ง และมะเร็งตับ ตามมาได้เลย 

อีกทั้งมีการศึกษาผู้ป่วยเบาหวาน ว่ามีโอกาสที่จะเสียชีวิตด้วยโรคตับสูง

ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีปัญหาระดับน้ำตาลสูง มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคตับ มากว่าคนปกติถึง 70% เลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะเมื่อระดับน้ำตาล หรือกลูโคสที่สูงขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ตับทำงานผิดปกติมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

การป้องกัน น้ำตาลในเลือดสูง 

การออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายนั้นต้องการพลังงานมากกว่าปกติ ร่างกายจึงอาจนำน้ำตาลที่ไหลเวียนอยู่ในเลือดมาเปลี่ยนเป็นพลังงานและนำมาใช้ อีกทั้งการออกกำลังกายบ่อย ๆ นาน ๆ ยังทำให้ร่างกายนำไขมันที่สะสมไว้ที่ตับมาใช้เป็นพลังงงานสำรอง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงลดลง และยังช่วยให้อาการไขมันพอกตับดีขึ้นได้ 

ควบคุมอาหาร การควบคุมอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เนื่องจากโดยปกติน้ำตาลและไขมันในเลือดก็สูงอยู่ แล้วการเติมสารอาหารเหล่านี้เข้าไปอาจยิ่งทำให้ระดับมันสูงกว่าเก่า อาการอาจยิ่งแย่ ทางที่ดีควรทานในปริมาณที่เหมาะสมตามที่แพทย์แนะนพ ก็อาจช่วยบรรเทาได้ 

Artichoke ลด น้ำตาลในเลือดสูง 

นอกจากนี้แล้วหากอยากเพิ่มประสิทธิภาพการบรรเทาอาการน้ำตาลในเลือดสูง และลดอาการไขมันพอกตับ หรือสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ก็สามารถใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูเข้ามาช่วยอีกทางหนึ่งได้ โดย Artichoke เป็นพืชที่มีสรรพคุณในการ ปรับลดความดันเลือด ลดน้ำตาลในเลือด ลดไตรกลีเซอร์ไรด์ ให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติและสมดุลได้ 

อีกทั้ง Artichoke ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ยาบำรุงตับที่ดีที่สุด เพราะมีความสามารถ ทั้ง ลดภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่มาของโรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้ นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพสูงในการช่วยป้องกันตับและอวัยวะอื่น ๆ จากอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้เช่นกัน

LIVPRO อาหารบำรุงตับ ลดน้ำตาลในเลือด 

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับและลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมจาก อาหารบำรุงตับ 5 ชนิด ได้แก่ Artichoke, Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

LIVPRO ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงตับ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีส่วมผสมหลักจาก Artichoke และสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด สนใจรายละเอียด คลิกเลย 

Open post
ผลเสียการอดนอน

ผลเสียการอดนอน ทั้งเครียด ทั้งอ้วน ทั้งเพลีย และผลกระทบอีกมากมาย

ผลเสียการอดนอน และการนอนไม่พอ จากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นอนดึก นอนไม่หลับ นั้นสร้างผลกระทบต่อร่างกายและสมองเราหลายอย่าง ทั้งทำงานไม่ได้ดั่งใจ คิดอะไรก็คิดไม่ออก รวมไปถึงระบบในร่างกายต่างก็พากันรวนไปหมด  อีกทั้งยังทำให้ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซมตัวเอง จนอาจเกิดการอักเสบขึ้นได้ นอกจากนี้การอดนอนยังส่งผลโดยตรงต่อความเครียด แถมความอ้วนยังเป็นผลพวงทางอ้อมที่อาจตามมาได้ 

ผลเสียการอดนอน ทำให้เครียดเพิ่มขึ้น

โดยปกติแล้วทุกเช้าที่เราลืมตาตื่นมา ร่างกายของเรามันจะทำการหลั่งฮอร์โมที่มีชื่อเท่ ๆ ว่า “คอร์ติซอล” ออกมา เพื่อทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงสดใส พร้อมเริ่มวันใหม่ในทุกกิจกรรม ซึ่งคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนที่สร้างและหลั่งมาจากต่อมหมวกไตมีความสำคัญต่อร่างกายมาก เพราะมีหน้าที่ตอบสนองต่อความเครียด ความอ่อนเพลียของร่างกาย จนบางครั้งบางคนเรียมันว่าเป็น ฮอร์โมนแห่งความเครียด ซึ่งมันจะทำหน้าที่ในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น สมองตื่นตัว และมีพละกำลังมากขึ้น 

แต่ทว่าการที่เรารู้อ่อนเพลียตั้งแต่ตื่นนอนนั้น จะทำให้ระดับคอร์ติซอลสูงขึ้นทันที เป็นผลเสียการอดนอนที่ตามมาอย่างหนึ่ง โดยหากเรายิ่งนอนน้อย อดนอน หรือนอนดึกมากเท่าไหร่ ฮอร์โมนความเครียดนี้จะยิ่งสูงขึ้น เพราะมันหวังดีที่ต้องการทำให้เราตื่นตัวมากขึ้น แต่ทว่าความหวังดีนั้นมันกลับหวนมากทำร้าย สร้างความเครียด หนักกว่าเดิมหลังจากการอดนอน 

ยิ่งอดนอน ยิ่งเครียด ส่งผลให้ยิ่งมีโอกาสอ้วน 

ผลเสียการอดนอน จะทำให้เกิดความอ่อนเพลียระหว่างวัน กว่าจะได้นอนอีกครั้ง ร่างกายต้องพยุงตัวเองตั้งกี่ชั่วโมง และแน่นอนว่าระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง โดยคอร์ติซอลจะไปทำการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดในสูงขึ้น แต่หากน้ำตาลเรามีไม่พอมันจะทำให้เราอยากกินน้ำตาล อยากของหวานมากกว่าปกติ ซึ่งน้ำตาลเหล่านี้หากว่าร่างกายได้รับมากเกินไป อาจจะไปสะสมเป็นไขมันส่วนเกินตามอวัยวะต่าง ๆ ทำให้อ้วนได้ 

นอกจากนี้แล้ว อย่างที่บอกไปว่า ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดที่สูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เราเครียดกว่าเดิม ซึ่งความเครียดนี้เองที่ส่งผลให้เรามักอยากกินอาหารมากขึ้น เกิดความรู้สึกหิวกระหายในทุกขณะ ต้องการที่จะกิน กิน แล้วก็กินเข้าไป เพื่อบรรเทาความเครียด เพื่อเพิ่มน้ำตาลในเลือด เพราะฉะนั้น ผลเสียของการอดนอน อาจตามมาในรูปของความอ้วน หรืออาจสะสมไปจนกลายเป็นไขมันพอกตับ ก็เป็นได้

ยิ่งนอนดึก ยิ่งหิว และก็ต้องยิ่งกิน 

อีกทั้งการนอนดึกนั้น มักจะมาคู่กับของกิน เพราะระบบย่อยอาหาร และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเราเห็นว่าเราตื่นตัวอยู่ จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ร่างกายจึงส่งสัญญาณออกมาบอกว่าหิว เพื่อเติมพลังงานให้ร่างกาย และทางเดียวที่จะพอบรรเทาได้ คือไม่ใช่การอดทนรอจนเช้า แต่เป็นการตัดปัญหาไปเสียตั้งแต่ตอนนั้น โดยการหาอะไรมายัดลงท้องไปซะ

อีกทั้งอาหารการกินส่วนใหญ่ที่มาในตอนค่ำมืดดึกดื่น มักไม่ได้มาในรูปของมื้ออาหารที่มีประโยชน์ หากแต่เป็นขนมขบเคี้ยวแสนอร่อย หรือเป็นประเภทของหวานน้ำตาลเยิ้ม ไม่ก็เป็นอาหารฟาสต์ฟู้ด นั่นเอง อีกทั้งปัจจุบันนี้มีบริการสั่งอาหารยามวิกาลพร้อมส่งตรงถึงหน้าบ้านอีก ยิ่งทำให้ผลเสียการอดนอนที่มาในคราบของความอ้วน สามารถขยับเข้าใกล้เราได้มากขึ้นอีก 

ผลเสียการอดนอน อื่น ๆ ที่เกิดจากคอร์ติซอล 

ผลเสียของการอดนอน ทำให้คอร์ติซอลสูงกว่าปกติ ไม่เพียงแต่ทำให้เราเครียดมากขึ้น และมีโอกาสอ้วนมากขึ้นเท่านั้น แต่หากร่างกายเรามีเจ้าฮอร์โมนความเครียดนี้มากเกินไป อาจส่งผลอื่น ๆ อีกมาก เช่น 

  • ความดันสูงกว่าปกติ เพราะคอร์ติซอลได้รับมอบหมายให้ช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือด และเพิ่มความดันโลหิต ดังนั้นหากร่างกายได้รับในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ตกอยู่ในภาวะความดันสูง ซึ่งอาจเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น หลอดเลือดในสมองแตกได้ 
  • น้ำตาลสูง ไขมันสูง นั่นเป็นเพราะว่า คอร์ติซอลมีบทบาทในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อร่างกายเราต้องการน้ำตาลมาก ๆ ทางออกของปัญหาคือการกินเติมเสริมใส่เข้าไป แต่เมื่อเรารับไปมาก ๆ น้ำตาลถูกใช้ไม่หมด เกิดเป็นไขมันสะสม จนเกิดเป็นภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงผิดปกติได้ 
  • สมองทำงานได้ไม่ดี จริงอยู่ที่คอร์ติซอลจะช่วยให้สมองตื่นตัว แต่การที่มีมากเกินไป มันอาจย้อนกลับมาทำร้าย โดยคอร์ติซอลมันจะกลับมาเล่นงาม ทำให้ประสิทธิภาพสมองส่วนฮิปโปแคมปัสต่ำลง ทำให้การเรียนรู้ การจดจำ ต่ำลงไปด้วย  
  • อาการแทรกซ้อนจากความเครียดต่าง ๆ สิ่งที่ตามมาหลังฮอร์โมนความเครียดสูง จาก ผลเสียการอดนอน คือเครียดหนัก ซึ่งความเครียดนี้แหละที่อาจส่งผลต่อการทำงานระบบต่าง ๆ ทั้งอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ปวดหัวเรื้อรัง หรือประจำเดือนมาไม่ปกติได้ 

การนอนให้พอ คือยาอายุวัฒนชั้นดี 

การพักผ่อนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นั้นเปรียบเสมือนเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดี เพราะทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ผิวหน้าผิวหน้าสดใน สมองโปร่งโล่งพร้อมรับทุกปัญหา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การนอนให้พอจะช่วยยืดอายุและสามารถสร้างร่างกายที่แข็งแรงให้เรา 

อย่างน้อยควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง 

หากไม่อยากให้ความเครียด ความอ้วน และอื่น ๆ มารุมเร้าเล่นงานเรา ทางป้องกันที่ดีที่สุด คือ ควรพักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง และอาจจะทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมเพื่อให้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เช่น ออกกำลังกายบ่อย ๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกลังกาย และการกินก่อนนอน เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับยิ่งกว่าเก่า 

นอกจากนี้การหากิจกรรมทำก่อนนอนเช่น การอ่านหนังสือ หลีกเลี่ยงคาเฟอีน หรือการจัดห้องนอนให้เหมาะสมแก่การนอน โดยทำความสะอาด ให้อากาศถ่ายเทสะดวก จัดห้องให้น่านอน ใช้ผ้าปูที่ถูกใจ ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับ ให้หลับเต็มที่ พร้อมตื่นขึ้นมารับความสดชื่นได้ 

แต่หากพบปัญหาจากการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท นอนมากเท่าไหร่ก็รู้สึกอ่อนเพลีย จนผลเสียการอดนอนเริ่มถามหา ตามมา ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์และดูแลตัวเองให้ดีเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะหาทางรักษาต่อไป 

Open post
สมุนไพรบำรุงตับ

Artichoke (อาร์ติโชค) มหัศจรรย์สมุนไพรบำรุงตับ

วันนี้ Med-Thai อยากพาทุกคนมาทำความรู้จักพืชมหัศจรรย์ 3,000 ปี ชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างสุดยอดประสิทธิภาพการทำงานให้กับ “ตับ” ของเรา เรียกได้ว่าเป็น สมุนไพรบำรุงตับ ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง

ต้นกำเนิด สมุนไพรบำรุงตับ

อาร์ติโชค (Artichoke) คือชื่อของพืชที่ถูกค้นพบและถูกใช้เป็นยา มานานเกินกว่า 3,000 ปี มีถิ่นฐานบ้านเกิดกำเนิดอยู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งปัจจุบันพบได้เฉพาะในเขตอากาศหนาวเย็นเท่านั้น เช่น ทางตอนใต้ของยุโรป ตอนเหนือของอเมริกา และออสเตรเลีย เป็นต้น 

มีหลักฐานโบราณมากมายว่า Artichoke ถูกใช้เป็นยา หรือเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของ อารยธรรมสุดยิ่งใหญ่ของโลก แถบเมดิเตอร์เรเนียน อย่าง อารยธรรมกรีก โรมัน และอียิปต์โบราณ มาทั้งสิ้น ความยิ่งใหญ่ของ สมุนไพรบำรุงตับ อย่าง Artichoke ไม่ได้มีเพียงแค่ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 30 ศตวรรษเท่านั้น แต่อย่างที่บอกครับว่า ความวิเศษจริง ๆ ของมัน คือ เป็นพืชลับที่ช่วยให้ตับของเราทำงานได้ดีและแข็งแรงย่ิงขึ้น 

ความสามารถในการฟื้นฟูตับของ Artichoke

โดยอาร์ติโชค (Artichoke) ที่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรบำรุงตับชั้นดีนั้นจะช่วยปกป้องฟื้นฟูดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง ทั้งจากการช่วยป้องกันตับของเราไม่ให้ถูกทำลายโดยสารพิษต่าง ๆ  แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพในฟังก์ชั่นสร้างการเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าของตับที่ถูกทำลายไป  อีกทั้งพืชโบราณเมืองหนาวชนิดนี้ยังช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำดี ช่วยลำเลียงสารพิษออกจากร่างกาย และน้ำดีก็ยังช่วยในระบบย่อยอาหารได้อีกด้วย 

นอกจากนี้ความสุดยอดจากประโยชน์ของArtichoke ยังมีส่วนช่วยในระบบไหลเวียนโลหิต โดยจะช่วยให้ความดันของเรากลับมาอยู่ในระดับปกติ และมีส่วนช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดในอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อร่างกาย แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราด้วยนะ

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

มีงานวิจัยรองรับของคุณสมบัติในการเป็นสมุนไพรบำรุงตับของ Artichoke ทั้งงานวิจัยของ มหาวิทยาลัย Poznan University of Medical Sciences มหาวิทยาลัยการแพทย์ในประเทศโปแลนด์ ยืนยันว่า Artichoke สามารถลดภาวะไขมันพอกตับ ช่วยฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้ตับเกิดการอักเสบจากพฤติกรรมต่าง ๆ ได้  เช่นการดื่มแอลกอฮอล์ การกินยามากเกินไป จากไขมันพอกตับ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งชาติโดเนตส์ ประเทศยูเครน เกี่ยวกับการกิน Artichoke พบว่า การกิน Artichoke ทุกวันเป็นระยะเวลา 2 เดือน สามารถลดอาการไขมันพอกตับ ที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ และช่วยบรรเทาอาการตับอักเสบได้เป็นอย่างดี 

LIVPRO สมุนไพรบำรุงตับ จากธรรมชาติ

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับที่ช่วยลดปัญหาอาการตับอักเสบ ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมของ ราชาการบำรุงตับอย่าง อาร์ติโชค (Artichoke) และสุดยอดสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด เช่น Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

หากสนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม LIVPRO สำหรับฟื้นฟูดูแลตับ คลิกเลย  

Open post
ริดสีดวงทวาร

นั่งส้วมนาน ๆ อาจเป็นต้นทางของริดสีดวง

อาการถ่ายไม่ออก ท้องผูก หูรูดไม่ขยับ น่าจะเป็นอาการที่มาแวะเวียนเยียนเยี่ยมหลาย ๆ คนอยู่เป็นประจำ  ทำให้บางคนหลงกลคิดว่าไปการนั่งเบ่ง กินเล่นกินลมชมบรรยากาศภายในห้องน้ำ อาจจะช่วยทำให้สามารถขับถ่ายออกมาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำแบบนี้แหละเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี ที่ทำให้เกิด ริดสีดวงทวาร ตามมา 

ริดสีดวง คืออะไร

ริดสีดวง หรือ ริดสีดวงทวาร คือ โรคที่มีกลุ่มของหลอดลเลือดดำ แถบ ๆ ปลายลำไส้ใหญ่ และที่ขอบรูทวารมันดันโป่งพอง กลายเป็นเม็ด หรือเป็นติ่งยื่นออกมาสู่โลกภายนอก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลโดยตรงต่อการขับถ่ายทำให้ขับถ่ายเป็นเลือด หรือเจ็บปวดทรมารที่รูทหวาร โดยริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.ริดสีดวงแบบภายใน โดย เจ้าริดสีดวงเม็ดนี้มันจะไม่โผล่ออกมาให้เราเห็น หรือให้เราสัมผัสได้ มันจะถูกคลุมเอาไว้ด้วยเยื่อของลำไส้ใหญ่ตอนปลาย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด จะมีก็เพียงเลือดที่ออกมาพร้อมอุจาระ

 2.ริดสีดวงทวารแบบภายนอก ซึ่งริดสีดวงชนิดนี้แหละที่มักจะโผล่หน้าพ้นทวารหนักมาให้เราพบเจอกัน สามารถสังเกตุได้ ทั้งจากเลือดที่มาพร้อมอุจาระและความเจ็บปวดทุรนทุรายบริเวณรูทวารหนักนั่นเอง 

พฤติกรรมนั่งส้วมนาน ๆ ระวังจะเป็น ริดสีดวงทวาร 

หลายคนมักจะเข้าใจว่าการเข้าไปนั่งเล่นในส้วมนาน ๆ อาจจะไปกระตุ้นต่อมการขับถ่ายให้อยากทำงานมากขึ้น ซึ่งในขณะที่เราก้นของเราจะเปิดออก เมื่อมันผสานรวมเข้ากับแรงดัน แรงกดทับของน้ำหนักตัว อาจทำให้เนื้อเยื่อหลอดเลือดบริเวณปลายลำไส้ใหญ่เกิดการโป่งพองจนกลายมาเป็นริดสีดวงทวารได้ เพราะฉะนั้นแล้วการนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือหยิบหนังสือมาอ่าน เพื่อฆ่าเวลาในขณะขับถ่าย จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงและไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง 

การเกิดริดสีดวงทวารจากสาเหตุอื่น ๆ 

นอกจากการนั่งขับถ่ายนาน ๆ แล้ว สาเหตุของการเป็นริดสีดวงทวารนั้นอาจมากจาก การใช้พลังเฮือกใหญ่ในการเบ่งอุจจาระบ่อย ๆ อีกทั้งยังรวมไปถึงการท้องผูกอย่างสม่ำเสมอ ท้องผูกเรื้อรัง และการใช้ยาสวนหรือยาถ่ายบ่อยจนทำให้ประสิทธิภาพของระบบขับถ่ายลดลง ก็อาจนำมาซึ่งเม็ดน้อยที่ทวารหนักอย่างริดสีดวงได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้นั้นล้วนมาจากพฤติกรรมการกินทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นแล้วการป้องกันไม่ให้ริดสีดวงเม็ดน้อยนี้มาวุ่นวายกับก้นของเราก็แสนจะง่าย เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการกินเพื่อให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการดังนี้ 

วิธีป้องกันให้ไกลห่างจาก ริดสีดวงทวาร

1. หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติ “เปรี้ยวจี๊ด เผ็ดจัด” แม้จะเป็นรสชาติที่หลายคนโปรดปราน แต่มันกลับทำให้ระบบย่อยอาหารต้องพบกับภาระอันหนักอึ้ง ทำให้กระเพาะอาหารต้องร่ำไห้เกิดอาการฝืดเคือง การย่อยจึงไม่ดีเท่าที่ควร 

2. เพิ่มผลไม้และผัก แต่เนื้อสัตว์ควรลด นั่นเป็นเพราะในผักและผลไม้อุดมไปด้วยกากใยที่ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ต่างกับเนื้อสัตว์ที่แทบจะไม่มีใยอาหาร ทำให้การกินแต่เนื้อโดยไม้แยแสผักผลไม้เลย ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายออกมาได้ เกิดการหมักหมมเป็นสิ่งสกปรกตกค้างในลำไส้อีกด้วย 

3. ดื่มน้ำให้เยอะเข้าไว้ เพราะร่างกายคนประกอบไปด้วยน้ำกว่า 70% เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายขาดน้ำ ลำไส้ก็จะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะช่วยขับของเสียออกมา เกิดเป็นของเสียสะสม นอกจากจะถ่ายไม่ออกแล้ว ของไส้ที่ตกค้างก็อาจจะกลับคืนสู่ร่างกายและเป็นอันตรายได้ 

ริดสีดวงรักษาได้ แต่ก็เป็นอีกได้ 

ในกรณีที่ริดสีดวงมันบุกมาแค่ในระยะแรก ยังเป็นไม่หนัก ยังไม่มีติ่งหรือเม็ดริดสีดวงหลุดรอดออกมานั้น สามารถฟื้นฟูรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง จากการปรับพฤติกรรมการกินที่ได้บอกไว้ข้างต้น ก็อาจจะหายเป็นปกติใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้ 

แต่หากว่ามันดันทำลายกำลังโผล่มาให้เราสัมผัสใช้มือจับแล้วรู้สึกได้ และไม่ยอมกลับเข้าไปแม้ในขณะขับถ่ายเสร็จ แปลว่าเรากำลังประสบกับริดสีดวงทวารในระยะต่อ ๆ มา ซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยการใช้ยา หรือการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์ 

อย่างไรก็ตามหากริดสีดวงถูกทำลายให้หายไปแล้ว ก็ใช่ว่ามันจะไม่สามารถกลับมาใหม่ได้ เพราะมันไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสแล้วร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ แต่มันเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด อีกทั้งมันยังมีอีกหลายพื้นที่บริเวณทวารหนักให้มันผุดขึ้นมาได้อีก หากยังคงทำพฤติกรรมไม่น่ารักต่อไป ซึ่งทางที่ดีเมื่อรู้สึกว่าเกิดความผิดปกติหรือกลัวว่าจะเป็นริดสีดวงทวารควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป 

เพราะฉะนั้นแล้วหากไม่อยากให้ริดสีดวงตัวร้ายมันมาถามไถ่เรา ก็ควรจะวางหนังสือและไม่หยิบมือถือเข้าห้องน้ำ ไม่เข้าห้องน้ำนาน ๆ และทานอาหารที่ทำให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดี เพียงเท่านี้เราก็หนีมันพ้นแล้ว 

Open post
กรดไหลย้อน

สาเหตุกรดไหลย้อน ที่ทำเอาปวดแน่นแสบร้อนอยู่กลางอก 

กรดไหลย้อน เป็นอาการที่กรดหรือน้ำย่อย มันไม่ยอมเดินทางไปตามทางเดินอาหารแบบปกติ มิหนำซ้ำกรดและน้ำย่อยเหล่านั้นมันยังพิสดารเดินทางย้อนศรขึ้นมาจากกระเพาะอาหารขึ้นมายังหลอดอาหาร ซึ่งกรดที่ย้อนขึ้นมามันเล่นงานหลายคนให้ต้องทนทุกข์ปวดแสบปวดร้อนทรมานอยู่กลางทรวงอก แม้มันจะไม่ใช่โรคที่อันตรายรุนแรงอะไรมากนัก แต่อาการของมันก็ช่างน่ารำคาญหงุดหงิดส่งผลต่อชีวิตประจำวันไม่ใช่น้อย ๆ เลย

อาการของกรดไหลย้อนที่ขย้อนขึ้นมา

โดยเจ้ากรดไหลย้อนที่ขย้อนขึ้นมาอัดแน่นบริเวณคอ มันจะมาทำปฏิกิริยากับเส้นเสียงของเรา ส่งผลให้เสียงสดใสเจื้อยแจ้วต้องกลายเป็นเสียงแห้งแหบฟังแล้วแสบคอไม่น่าฟัง มาพร้อมกับกลิ่นเปรี้ยวของลมหายใจ เดินไปใกล้ใครเค้าก็เบือนหน้าหนี แถมมันยังเป็นตัวการที่สร้างความทรมานตรงกลางอก ด้วยอาการจุกแน่นแสบร้อนตั้งแต่ลิ้นปี่ขึ้นมาถึงที่คอ กินอะไรก็ไม่ค่อยจะย่อย ท้องอืดแน่นเฟ้อ กินอะไรก็อยากจะอาเจียนตลอด และยังมีอาการเจ็บแสนคันพอแทบทุกครั้งในตอนตื่นอีกต่างหาก

นอกจากนี้แล้วบางครั้งบางทีก็ดันมีรสเปรี้ยวของกรด ที่มีส่วนผสมรสขมของน้ำดี มาให้เราได้ลิ้มลองรสชาติอีกต่างหาก ความน่ารำคาญจากอาการกรดไหลย้อนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในบางคนที่เป็นหนัก ๆ กรดที่ย้อนศรขึ้นมา อาจทำให้เกิดอาการสำลักเข้าไปในปิด จนเกิดเป็นอาการปอดอักเสบส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจตามมาอีกด้วย 

กรดไหลย้อน เกิดได้จากสาเหตุดังนี้ 

1. เกิดจากหูรูดหลอดอาหารที่ปิดกั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารมันเกิดคลายตัวออก เปิดประตูโล่งให้กรดจากกระเพาะอาหารมันวิ่งมาผิดทิศผอดทางขึ้นไปยังหลอดอาหารแทน

2. เกิดจากการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้บรรดาอาหารที่เข้าสู่ระบบย่อยอาหาร และน้ำย่อยที่ใช้งานแล้วมันคั่งค้างยังคงอยู่แต่ในกระเพาะไปไหนไม่ได้ ไม่สามารถบีบตัวให้ลงไปยังลำไส้เล็กได้ จึงอาจถูกตีกลับขึ้นมาด้านบนเป็นกรดไหลย้อนแทน

3. เกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้อาหารที่ถูกกินเข้าไปใช้ระยะเวลานานกว่าจะเดินทางผ่านหลอดอาหารไปยังกระเพาะอะหารได้ และอีกนัยหนึ่งคือทำให้อาหารหรือน้ำย่อยที่ถูกตีกลับให้ไหลย้อนขึ้นมา อยู่ค้างในหลอดอาหารนานกว่าที่ควรจะได้เช่นกัน

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกติที่ว่ามานี้นั้นก็มีโอกาสมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ก็ต่ำเตี้ยระเหี่ยลง แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือพฤติกรรมการกินที่ไม่ค่อยจะน่ารัก ร่างกายไม่ค่อยชอบ โดยวิธีการที่จะทำให้เราสามารถเลี่ยงหลบไม่อยากพบเจอกับกรดไหลย้อน สามารถทำได้โดยปรับพฤติกรรมการกินดังนี้

วิธีเลี่ยงหลบ กรดไหลย้อน

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง และเลิกพฤติกรรมนอนกิน เพราะทำให้ลงไปสู่กระเพาะอาหารในทิศทางที่ไม่ปกติ

2. ลดละเลิกเครื่องดื่มที่เป็นกรด เช่น น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ เพราะมันจะไปทำให้อากาศและแรงดันในการตีกลับกรดไหลย้อนจากกระเพาะมากขึ้น 

3. เลิกกินอาหารไขมันหรือกรดสูง เลิกกินอาหารเปรี้ยวจี้ดและเผ็ดจัด เพราะอาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยให้เพิ่มมากขึ้น 

4. ไม่ติดสปีดรีบกินอาหาร และไม่กินยัดเข้าไปมาก ๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารได้ 

ยาบรรเทากรดไหลย้อน

สำหรับคนที่กำลังสานสัมพันธ์มีความสนิทสนมกับกรดไหลย้อนอยู่ จำเป็นต้องกินยาตามอาการ โดยยากรดไหลย้อนจะมีทั้งยาลดกรดในกรณีที่ไม่ได้เป็นหนัก และยาที่สั่งให้หยุดการผลิตกรดในคนที่เป็นหนักขึ้น และยาชนิดที่ทำให้หูรูดกระเพาะอาหารปิดสนิทมากขึ้น 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคกรดไหลย้อนไม่ใช่ไข้หวัดที่การกินยาแล้วจะช่วยให้หายขาด มันมีโอกาสเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นหากรู้ตัวเองแล้วก็อย่ารอช้า ควรรีบเข้าไปปรึกษาแพทย์ใกล้บ้านให้ดูอาการและจ่ายยาที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ความอึดอัดรำคาญทรมานใจอ่อนไหวเรื่องกลิ่นปากจากกรดไหลย้อนก็ไม่มากวนใจเราแล้ว 

Posts navigation

1 2
Scroll to top