admin, Author at med-thai รอบรู้เรื่องสุขภาพ ตามคำแนะนำจากแพทย์ เราเข้าใจคนไทย - Page 2 of 4
Open post
อาหารบำรุงตับ

อาหารบำรุงตับ มหัศจรรย์ 5 ชนิด ป้องกันตับมีปัญหา และช่วยรักษาให้กลับมาแข็งแรง

ตับ เป็นอวัยวะ ที่มีความสัมพันธ์กับแทบทุกระบบในร่างกาย ทั้งระบบไหลเวียนเลือด ระบบย่อยอาหาร ขับถ่าย การกำจัดสารพิษ หรือจะเป็นการใช้และสะสมพลังงานของร่างกาย เป็นต้น เพราะฉะนั้นแล้วการดูแลตับจึงเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยวันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักถึง อาหารบำรุงตับ ที่จะช่วยตับกลับมาแข็งแรงและส่งผลต่อร่างกายทุกระบบอีกด้วย 

1. Artichoke อาหารบำรุงตับ ที่ดีที่สุด

Artichoke เป็นพืชที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชาแห่ง อาหารบำรุงตับ อาร์ติโชค เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในเฉพาะพื้นที่หนาวเย็นเท่านั้น ทำให้มันพบได้มากในทวีปยุโรปตอนใต้ อเมริกาเหนือ แอฟฟริกาเหนือ และแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน เป็นต้น ความมหัศจรรย์ของมันคือ มีสรรพคุณที่ยอดเยี่ยมต่อตับ ทั้งการบำรุงตับให้สมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพ การรักษาฟื้นฟูจากโรคตับต่าง ๆ  และมีฤทธิ์การป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำร้ายตับได้ในระดับสูง โดยมีงานวิจัยจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัยทั่วโลก ที่ช่วยยืนยันถึงความสุดยอดของสมุนไพรบำรุงตับ ที่มีชื่อว่า Artichoke เช่น

งานวิจัยของ Artichoke

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Poznan University of Medical Sciences มหาวิทยาลัยการแพทย์ในประเทศโปแลนด์ ยืนยันว่า Artichoke มีความสามารถในการ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ แถมยังช่วยลดและป้องกันการอักเสบที่อาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้ง การดื่มแอลกอฮอล์ การกินอาหารประเภทไขมันมาก ๆ การได้รับสารอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีความสามารถในการช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันเลือดไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย 

หรืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งชาติโดเนตส์ ประเทศยูเครน ที่ยืนยันว่า การกินอาร์ติโชคบำรุงตับเป็นระยะเวลา 2 เดือน สามารถลดอาการไขมันพอกตับที่ไม่ได้มาจากการดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังมีความสามารถในการลดและต้านทานความอักเสบได้เป็นอย่างดี 

2. Dandelion Root 

แม้ว่าชื่องของสมุนไพรบำรุงตับอย่าง Dandelion root นี้อาจจะไม่ค่อยผ่านหูคนไทยสักเท่าไหร่ แต่สรรคุณต่อตับของมันนั้นถูกจัดไว้ในระดับสูง เพราะมันทั้งช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของตับ ทำให้ตับกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์ สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพด้วย ไม่เพียงเท่านี้เจ้า Dandelion root ยังช่วยปกป้องตับจากการไปสัมผัสกับสารพิษ ช่วยชำระล้างพิษที่แอบซ่อนอยู่ในตับ มีความสามารถในการช่วยลดไขมันที่สะสมในเนื้อตับที่อาจนำมาสู่การอักเสบได้ และที่สำคัญยังมีฤทธิ์ปกป้องสารอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี 

ความมหัศจรรย์ของสมุนไพรบำรุงตับชนิดนี้ยังไม่หมด เพราะยังช่วยลดระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด ที่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่โรคไขมันพอกตับได้ในที่สุด และยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งความสามารถของ Dandelion Root ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ frontiers  in Pharmacology ในปี 2017 ว่าสารสกัดใน Dandelion Root สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับได้ 

3.Turmeric 

Turmeric อาจจะเป็นชื่อที่ฟังดูแปลก แต่หากบอกว่า ขมิ้นชัน เชื่อเลยว่าทุกคนคงจะร้องอ๋อ โดยเจ้าขมิ้นชันนี้หลายคนคงจะคุ้นว่ามันมีสรรพคุณเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ช่วยขับลม ช่วยลดอาการท้องอืด จุกเสียดได้เป็นอย่างดี แต่จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นหนึ่งใน สมุนไพรบำรุงตับ อีกด้วย 

โดย Turmeric หรือสารสกัดในขมิ้นชัน มีความสามารถในการต้านทานความอักเสบที่อาจจะเกิดขึ้นที่ตับ ลดปริมาณสารอนุมูลอิสระในร่างกายลง จึงช่วยลดอาการตับอักเสบได้ แถมยังยังช่วยลดอาการไขมันพอกตับโรคฮิตที่คนไทยเป็นกันเยอะ ทำให้ตับกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ และสารสกัดในขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ที่ดีต่อตับในการช่วยขับน้ำดี เพื่อไปช่วยย่อยไขมัน นอกจากจะแบ่งเบาภาระให้ตับแล้ว ยังช่วยมอบสมดุลให้กับระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาด

4. Ginger 

Ginger หรือที่บ้านเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ขิง มีสรรพคุณที่ใกล้เคียงกับขมิ้นชัน โดยมีความสามารถหลัก ๆ ในการขับลม ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร และที่สำคัญขิงยังช่วยลดระดับน้ำตาลและลดระดับไขมันในเลือด ที่เป็นต้นตอของโรคไขมันพอกตับ และนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ อีกทั้งขิงยังมีสารเคมีที่จะเข้าไปกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งเป็นเป็นเอนไซม์ที่จะช่วยต่อต้านสารอนมูลอิสระต้นตอของมะเร็งตับ และมะเร็งอื่น ๆ 

ขิงจึงเป็นสมุนไพรบำรุงตับที่ใกล้ตัวและหาง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง และไม่เพียงเท่านี้ ขิงยังอุมดมไปด้วยวิตามินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น 

5. Green Tea 

แม้ว่าชาเขียวส่วนใหญ่ที่เราเจอ จะมาในรูปน้ำหวานส่งฝาชิงโชคที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แต่จริง ๆ แล้วหากเป็นชาเขียวคุณภาพ จะมีฤทธิ์เป็นสมุนไพรบำรุงตับได้ด้วย นั่นเป็นเพราะในชาเขียวอุดมไปด้วยสารที่มีอำนาจในการต้านอนุมูลอิสระไม่ให้เข้ามาสู่ร่างกาย ซึ่งตับเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ได้รับการปกป้องจากชาเชียวโดยตรงนั้นเอง อีกทั้งชาเขียวยังช่วยลดการสะสมของไขมันในตับ อันนำไปสู่โรคไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นที่มาของโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้

อาหารบำรุงตับ ในรูปของอาหารเสริม

ในปัจจุบันการใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูตับ หรือการบบรจุสมุนไพรบำรุงตับต่าง ๆ ลงไปในรูปของอาหารเสริม ได้รับความนิยมสูง เพราะสามารถบำรุงตับไปพร้อมกับการรักษาของแพทย์ได้ และยังสามารถกินได้ในคนที่ไม่ได้ป่วย แต่เป็นการบำรุงเพื่อป้องกันได้อีกด้วย 

LIVPRO อาหารบำรุงตับ จากธรรมชาติ

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับ ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมจาก อาหารบำรุงตับ 5 ชนิด ได้แก่ Artichoke, Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

หากสนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม LIVPRO สำหรับฟื้นฟูดูแลตับ คลิกเลย  

Open post
ไขมันในเลือด

ไขมันในเลือด ยิ่งสูง ยิ่งเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ คือ โรคที่มันไขมันเข้าไปแทรกซึมอยู่ในเซลล์ตับมากเกินปกติ หรือประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตับ ส่งผลให้การทำงานของตับแย่ลง ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่สำคัญนั้นมาจาก การที่เรามี ไขมันในเลือด ที่สูง ติดต่อกันนานแล้วไม่ได้ควบคุมรักษานั่นเอง 

ตับ ต้องสะสมไขมันและนำ้ตาลที่มีมากเกินไป

ไขมันในเลือดสูง อาจเกิดขึ้นจาก การที่เรากินอาหารประเภทไขมัน หรือแป้ง น้ำตาล เข้าไปมากเกินไป โดยตับเรามีหน้าที่ในการสะสมพลังงานที่เหลือใช้จากร่างกาย หากร่างกายของเราได้รับอาหารที่ไม่ดีเข้ามาก ๆ ตับจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงน้ำตาลกลูโคสที่เหลือจากการใช้งาน ให้อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์(ไขมัน) และไกลโคเจน ก่อนจะกักเก็บพอกพูนไว้ที่ตับ 

ดังนั้นเมื่อร่างกายเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีระดับไขมันในเลือดสูง แปลว่าตับต้องนำน้ำตาล และไขมันส่วนเกินเหล่านี้เข้าไปเก็บไว้ที่ตับ จนอาจจะกลายมาเป็นไขมันพอกตับตามมาได้ 

เบาหวาน เสี่ยงมากกับ ไขมันพอกตับ 

จากข้อมูลที่กล่าวไป นั่นจึงเป็นเหตุให้คนที่ป่วยทุกข์ทรมารจากอาการเบาหวาน มีโอกาสที่จะต้องประสบกับไขมันพอกตับสูง เพราะว่า เบาหวานเป็นภาวะเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากความบกพร่องของการสร้างอินซูลิน หรือความบกพร่องในการใช้อินซูลิน ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด มันจึงคั่งค้างอยู่ในเลือด ทำให้ตับต้องทำการแปรสภาพและเก็บไปสะสมมาก จึงมีโอกาสที่จะเป็นไขมันพอกตับสูงตามมา 

อาการไขมันพอกตับ 

1.อ่อนเพลีย นอนเท่าไหร่ก็ยังคงรู้สึกง่วงตลอดเวลา 

2.คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ

3.ปวดท้องแถบชายโครงขวา

4.แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องอืด 

5.บางครั้งก็เบื่ออาหาร 

กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ

เพราะอาการของโรคนั้นดูคล้ายกับโรคเบา ๆ ทั่วไป ด้วยเหตุนี้บางครั้งไขมันพอกตับ จึงไม่ค่อยมีใครรู้ และไม่ค่อยตรวจกัน แต่ใช่ว่าจะสังเกตไม่ได้ โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงมักจะสีงเกตุได้จากร่างกายและความผิดปกติต่าง ๆ  ดังนี้

1. ผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว

2. มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

3. มีระดับไขมันในเลือดสูง หรือระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

4. ไขมันชนิดดีหรือ HDL cholesterol ต่ำ

ความร้ายแรงของโรคไขมันพอกตับ 

ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดที่สูง หากปล่อยไว้ให้เป็นไขมันพอกตับ อาจนำไปสู่ตับแข็ง มะเร็งตับได้อีกด้วย นั่นเป็นเพราะ หากตับสะสมไขมันไว้มากเกินไป ตับอาจเกิดการอักเสบ และต้องทำลายตัวเองทิ้งเพื่อสร้างเซลล์ใหม่ แต่มันอาจทำให้ตับเกิดแผลเป็น และแผลเป็นหากมีมาก ๆ อาจกลายเป็นพังผืด ทำให้เลือดไปเลี้ยงตับไม่ได้ เกิดเป็นตับแข็ง มะเร็งตับ ตามมาได้ในท้ายสุด

ความน่ากลัวอื่น ๆ ของ ไขมันในเลือด ที่ปล่อยไว้

นอกจากไขมันพอกตับ ที่เกิดขึ้นจากระดับไขมันในเลือดสูงแล้ว เจ้าไตรกลีเซอไรด์ที่มากกว่าปกติยังอาจสร้างผลเสียที่น่ากลัวอื่น ๆ ให้กับร่างกายได้อีก เช่น ไขมันเข้าไปเกาะตามผนังของหลอดเลือดอาจเกิดโรคหลอกเลือดตีบ เลือดไหลเวียนไม่ดี ความดันจึงสูง อาจทำให้เลือดไหลไม่พอไปเลี้ยงหัวใจ เกิดโรคหัวใจขาดเลือด หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเลือดไปยังสมองไปพอ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้เลย 

ไขมันในเลือด จากการดื่มแอลกอฮอล์ 

นอกจากการกินที่มากเกิน และความผิดปกติของร่างกายแล้ว แอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิด ไขมันในเลือดสูงได้ นั่นเป็นเพราะ เมื่อร่างกายเรากำจัดแอลกอฮอล์ออกไป จะเกิดกรดไขมันขึ้น ซึ่งมันจะกลายมาเป็นไตรกลีเซอไรด์ หากเรายิ่งรับแอลกอฮอล์เข้าไปมาก ระดับไขมันในเลือดสูงก็จะตามมา ยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นไขมันพอกตับด้วย

การดูแลตัวเอง

ควบคุมการกิน เมื่อไขมันเลือดสสูงแล้ว ก็เพียงแค่ ไม่ไปเพิ่มไขมันให้สูงขึ้นไปอีก พยายามหลีกเลี่ยงของทอด อาหารประเภทแป้ง ไขมัน น้ำตาล เน้นไปที่อาหารที่ปรุงด้วยการต้ม การนึ่ง แทน และงดการดื่มสุราเพราะมันไม่เพียงแต่ทำให้ไขมันในเลือดสู และยังทำร้ายตับโดยตรงอีกด้วย 

ออกกำลังกาย เพื่อลดระดับไขมัน เราต้องทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นเป็นประจำ การออกกำลังกายครั้งละ 30-60 นาที อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดระดับไขมัน น้ำตาล และยังช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงได้เช่นกัน

ตัวช่วยเพิ่มเติม สำหรับ ไขมันในเลือด และไขมันพอกตับ 

Artichoke เป็นพืชที่ผ่านการรับรอง ผ่านงานวิจับจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก ได้รับการยื่นยันว่า มีสรรพคุณในการ ลดทั้งระดับไขมันในเลือด ทั้งไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอล รวมไปถึงช่วยลดระดับน้ำตาล ปรับสมดุลเลือด

นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยบำรุงตับ ทั้งลดระดับไขมันพอกตับ ลดอาการอักเสบของตับจากสาเหตุต่าง ๆ และมีฤทธิ์ในการปกป้องตับจากอนุมูลอิสระในระดับสูง 

LIVPRO แก้ปัญหา ไขมันในเลือด

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่มีส่วนผสมหลักจาก Artichoke พืชมหัศจรรย์ที่มีความสามารถ ลดไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชาแห่งการบำรุงตับ และยังมีส่วนผสมของ Dandelion Root พืชที่ได้รับการรับรองจากสำนักวิจัยหลายแห่งว่ามีความสามารถในการช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้กับตับ รวมไปถึงสมุนไพรไทยอย่างขมิ้นชัน ขิง ชาเขียว และกลูต้าไธโอนจากประเทศสหรัฐอเมริกา 

สรรพคุณ LIVPRO 

  • อุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์
  • ต้านอนุมูลอิสระที่สูงเป็นลำดับต้น ๆ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
  • ปกป้องตับ ดูแลสุขภาพตับ detoxตับ 
  • ช่วยชะล้างพิษที่คั้างอยู่ในตับ
  • แก้ภาวะตับอักเสบ ภาวะตับถูกทำลาย 
  • ลดไขมันพอกตับ เสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ของตับ 
  • เพิ่มการสร้างน้ำดี ช่วยจะช่วยขจัดสารที่เป็นพิษต่อตับ และช่วยระบบย่อยอาหาร
  • เพิ่มระบบไหลเวียนเลือดในตับ
  • ลดสารบิลลิรูบิน ต้นเหตุของภาวะดีซ่าน

สนใจอาหารเสริม LIVPRO คลิกเลย 

 

 

Open post
น้ำตาลในเลือดสูง

น้ำตาลในเลือดสูง ปล่อยทิ้งไว้ ไขมันพอกตับอาจจะถามหา

จริงอยู่ที่ระดับ น้ำตาลในเลือดสูง สามารถบ่งบอกถึงโรคเบาหวานได้ แต่อีกนัยหนึ่งก็ยังอาจบอกได้ว่าตับคุณกำลังมีปัญหาจาก โรคไขมันพอกตับ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ควบคุมระดับน้ำตาลอาจทำให้ตับได้รับความเสียหาย จนถึงขั้นเป็นอันตรายร้ายแรงได้เลย 

ไขมันพอกตับสัมพันธ์กับเบาหวาน

โรคไขมันพอกตับ และโรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดนตรง กล่าวคือ ผู้ที่เป็นเบาหวานนั้น มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นไขมันพอกตับร่วมด้วย และผู้ที่เป็นไขมันพอกตับ ก็มีโอกาสที่โรคเบาหวานจะมาเยี่ยมเยียนคุณได้สูงเช่นกัน 

นั่นเป็นเพราะ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติ จากโรคเบาหวาน ทำให้ตับที่มีหน้าที่สะสมพลังงานสำรองไว้มาก โดยตับจะเปลี่ยนจากน้ำตาลกลูโคส มาเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน และไตรกลีเซอร์ไรด์(ไขมัน) และทำการสะสมไว้ แต่หากว่าไขมันเหล่านี้ถูกกักเก็บมากเกินไป ก็อาจนำไปสู่ โรคไขมันพอกตับได้ในไม่ช้า หรือกล่าวคือ หากมีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในร่างกายมากเกินความต้องการ ตับจะนำไปสร้างเป็นไขมันและเก็บไว้นั่นเอง

อาการไขมันพอกตับ จาก น้ำตาลในเลือดสูง

ไขมันพอกตับเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันไว้ที่ตับมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับลดต่ำลง กระทบไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การใช้พลังงาน การแปลงสารอาหาร ระบบย่อยอาหาร การสังเคราะห์โปรตีน เป็นต้น 

โดยอาการของโรคนั้นอาจไม่ได้โหดร้ายรุนแรงอะไรมาก หรือในบางคนอาจจะไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา อาจจะมีเช่น 

  • อ่อนเพลียตลอดเวลา นอนไม่เท่าไหร่ก็รู้สึกง่วง
  • เหนื่อยง่าย ทำไรก็นิดหน่อยก็ไม่มีแรงแล้ว
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย 
  • อาจมีอาการปวดจุกท้องแถบ ๆ ชายโครงขวา
  • บางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน เบื่ออาหาร 

น้ำตาลในเลือดสูง อาจบอกได้ว่า ตับอาจมีปัญหาอยู่แล้ว

หากจะบอกว่าโรคไขมันพอกตับเป็นโรคที่แอบแฝงความชั่วร้ายไว้ลึก ๆ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะแม้อาการมันไม่ได้รุนแรง ไม่แสดงอาการ จนบางคนแทบไม่รู้ตัวเลยก็มี แต่มันก็แอบทำลายตับไปเรื่อย ๆ จนเกิดความเสียหายมากขึ้น ๆ  ประสิทธิภาพการทำงานของตับต่ำลง กระทบหลายระบบในร่างกาย

แต่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และ ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สามารถบอกได้ว่าตับของเราอาจจะกำลังมีปัญหากับโรคไขมันพอกตับอยู่ก็ได้ 

โดยค่าน้ำตาลในเลือด คนปกติควรจะอยู่ที่ ไม่เกิน 100 มก./ดล. หลังอดอาหาร 

ส่วนค่าไตรกลีเซอร์ไรด์ คนปกติควรจะอยู่ที่ ไม่เกิน 150 มก./ดล.หลังอดอาหาร

ปล่อยไว้อาจเป็นสาเหตุของตับแข็ง มะเร็งตับ

ความน่ากลัวของโรคไขมันพอกตับที่เกิดขึ้นจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นไม่ได้อยู่ที่อาการ หากแต่เป็นอาการและโรคที่อาจจะตามมาต่างหาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ไขมันพอกตับมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับอาจเกิดการอักเสบ และทุกครั้งที่มันอักเสบ มันจะทำลายเซลล์ส่วนนั้นทิ้งไป และทำการงอกเซลล์ตับใหม่ขึ้นมา แต่ในการงอกใหม่นี้มักจะเกิดร่องรอบแผลเป็นไว้

หากไขมันยิ่งพอกมาก ยิ่งอักเสบบ่อย แผลเป็นอาจจะขยายวงกว้าง จากแผลเป็นจุดเล็ก ๆ อาจจะกลายเป็นพังผืดที่ปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลเวียนเข้าไปเลี้ยงตับ เกิดเป็น อาการตับแข็ง และมะเร็งตับ ตามมาได้เลย 

อีกทั้งมีการศึกษาผู้ป่วยเบาหวาน ว่ามีโอกาสที่จะเสียชีวิตด้วยโรคตับสูง

ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีปัญหาระดับน้ำตาลสูง มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคตับ มากว่าคนปกติถึง 70% เลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะเมื่อระดับน้ำตาล หรือกลูโคสที่สูงขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ตับทำงานผิดปกติมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

การป้องกัน น้ำตาลในเลือดสูง 

การออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายนั้นต้องการพลังงานมากกว่าปกติ ร่างกายจึงอาจนำน้ำตาลที่ไหลเวียนอยู่ในเลือดมาเปลี่ยนเป็นพลังงานและนำมาใช้ อีกทั้งการออกกำลังกายบ่อย ๆ นาน ๆ ยังทำให้ร่างกายนำไขมันที่สะสมไว้ที่ตับมาใช้เป็นพลังงงานสำรอง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงลดลง และยังช่วยให้อาการไขมันพอกตับดีขึ้นได้ 

ควบคุมอาหาร การควบคุมอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เนื่องจากโดยปกติน้ำตาลและไขมันในเลือดก็สูงอยู่ แล้วการเติมสารอาหารเหล่านี้เข้าไปอาจยิ่งทำให้ระดับมันสูงกว่าเก่า อาการอาจยิ่งแย่ ทางที่ดีควรทานในปริมาณที่เหมาะสมตามที่แพทย์แนะนพ ก็อาจช่วยบรรเทาได้ 

Artichoke ลด น้ำตาลในเลือดสูง 

นอกจากนี้แล้วหากอยากเพิ่มประสิทธิภาพการบรรเทาอาการน้ำตาลในเลือดสูง และลดอาการไขมันพอกตับ หรือสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ก็สามารถใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูเข้ามาช่วยอีกทางหนึ่งได้ โดย Artichoke เป็นพืชที่มีสรรพคุณในการ ปรับลดความดันเลือด ลดน้ำตาลในเลือด ลดไตรกลีเซอร์ไรด์ ให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติและสมดุลได้ 

อีกทั้ง Artichoke ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ยาบำรุงตับที่ดีที่สุด เพราะมีความสามารถ ทั้ง ลดภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่มาของโรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้ นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพสูงในการช่วยป้องกันตับและอวัยวะอื่น ๆ จากอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้เช่นกัน

LIVPRO อาหารบำรุงตับ ลดน้ำตาลในเลือด 

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับและลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมจาก อาหารบำรุงตับ 5 ชนิด ได้แก่ Artichoke, Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

LIVPRO ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงตับ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีส่วมผสมหลักจาก Artichoke และสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด สนใจรายละเอียด คลิกเลย 

Open post
ผลเสียการอดนอน

ผลเสียการอดนอน ทั้งเครียด ทั้งอ้วน ทั้งเพลีย และผลกระทบอีกมากมาย

ผลเสียการอดนอน และการนอนไม่พอ จากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นอนดึก นอนไม่หลับ นั้นสร้างผลกระทบต่อร่างกายและสมองเราหลายอย่าง ทั้งทำงานไม่ได้ดั่งใจ คิดอะไรก็คิดไม่ออก รวมไปถึงระบบในร่างกายต่างก็พากันรวนไปหมด  อีกทั้งยังทำให้ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซมตัวเอง จนอาจเกิดการอักเสบขึ้นได้ นอกจากนี้การอดนอนยังส่งผลโดยตรงต่อความเครียด แถมความอ้วนยังเป็นผลพวงทางอ้อมที่อาจตามมาได้ 

ผลเสียการอดนอน ทำให้เครียดเพิ่มขึ้น

โดยปกติแล้วทุกเช้าที่เราลืมตาตื่นมา ร่างกายของเรามันจะทำการหลั่งฮอร์โมที่มีชื่อเท่ ๆ ว่า “คอร์ติซอล” ออกมา เพื่อทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงสดใส พร้อมเริ่มวันใหม่ในทุกกิจกรรม ซึ่งคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนที่สร้างและหลั่งมาจากต่อมหมวกไตมีความสำคัญต่อร่างกายมาก เพราะมีหน้าที่ตอบสนองต่อความเครียด ความอ่อนเพลียของร่างกาย จนบางครั้งบางคนเรียมันว่าเป็น ฮอร์โมนแห่งความเครียด ซึ่งมันจะทำหน้าที่ในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น สมองตื่นตัว และมีพละกำลังมากขึ้น 

แต่ทว่าการที่เรารู้อ่อนเพลียตั้งแต่ตื่นนอนนั้น จะทำให้ระดับคอร์ติซอลสูงขึ้นทันที เป็นผลเสียการอดนอนที่ตามมาอย่างหนึ่ง โดยหากเรายิ่งนอนน้อย อดนอน หรือนอนดึกมากเท่าไหร่ ฮอร์โมนความเครียดนี้จะยิ่งสูงขึ้น เพราะมันหวังดีที่ต้องการทำให้เราตื่นตัวมากขึ้น แต่ทว่าความหวังดีนั้นมันกลับหวนมากทำร้าย สร้างความเครียด หนักกว่าเดิมหลังจากการอดนอน 

ยิ่งอดนอน ยิ่งเครียด ส่งผลให้ยิ่งมีโอกาสอ้วน 

ผลเสียการอดนอน จะทำให้เกิดความอ่อนเพลียระหว่างวัน กว่าจะได้นอนอีกครั้ง ร่างกายต้องพยุงตัวเองตั้งกี่ชั่วโมง และแน่นอนว่าระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง โดยคอร์ติซอลจะไปทำการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดในสูงขึ้น แต่หากน้ำตาลเรามีไม่พอมันจะทำให้เราอยากกินน้ำตาล อยากของหวานมากกว่าปกติ ซึ่งน้ำตาลเหล่านี้หากว่าร่างกายได้รับมากเกินไป อาจจะไปสะสมเป็นไขมันส่วนเกินตามอวัยวะต่าง ๆ ทำให้อ้วนได้ 

นอกจากนี้แล้ว อย่างที่บอกไปว่า ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดที่สูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เราเครียดกว่าเดิม ซึ่งความเครียดนี้เองที่ส่งผลให้เรามักอยากกินอาหารมากขึ้น เกิดความรู้สึกหิวกระหายในทุกขณะ ต้องการที่จะกิน กิน แล้วก็กินเข้าไป เพื่อบรรเทาความเครียด เพื่อเพิ่มน้ำตาลในเลือด เพราะฉะนั้น ผลเสียของการอดนอน อาจตามมาในรูปของความอ้วน หรืออาจสะสมไปจนกลายเป็นไขมันพอกตับ ก็เป็นได้

ยิ่งนอนดึก ยิ่งหิว และก็ต้องยิ่งกิน 

อีกทั้งการนอนดึกนั้น มักจะมาคู่กับของกิน เพราะระบบย่อยอาหาร และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเราเห็นว่าเราตื่นตัวอยู่ จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ร่างกายจึงส่งสัญญาณออกมาบอกว่าหิว เพื่อเติมพลังงานให้ร่างกาย และทางเดียวที่จะพอบรรเทาได้ คือไม่ใช่การอดทนรอจนเช้า แต่เป็นการตัดปัญหาไปเสียตั้งแต่ตอนนั้น โดยการหาอะไรมายัดลงท้องไปซะ

อีกทั้งอาหารการกินส่วนใหญ่ที่มาในตอนค่ำมืดดึกดื่น มักไม่ได้มาในรูปของมื้ออาหารที่มีประโยชน์ หากแต่เป็นขนมขบเคี้ยวแสนอร่อย หรือเป็นประเภทของหวานน้ำตาลเยิ้ม ไม่ก็เป็นอาหารฟาสต์ฟู้ด นั่นเอง อีกทั้งปัจจุบันนี้มีบริการสั่งอาหารยามวิกาลพร้อมส่งตรงถึงหน้าบ้านอีก ยิ่งทำให้ผลเสียการอดนอนที่มาในคราบของความอ้วน สามารถขยับเข้าใกล้เราได้มากขึ้นอีก 

ผลเสียการอดนอน อื่น ๆ ที่เกิดจากคอร์ติซอล 

ผลเสียของการอดนอน ทำให้คอร์ติซอลสูงกว่าปกติ ไม่เพียงแต่ทำให้เราเครียดมากขึ้น และมีโอกาสอ้วนมากขึ้นเท่านั้น แต่หากร่างกายเรามีเจ้าฮอร์โมนความเครียดนี้มากเกินไป อาจส่งผลอื่น ๆ อีกมาก เช่น 

  • ความดันสูงกว่าปกติ เพราะคอร์ติซอลได้รับมอบหมายให้ช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือด และเพิ่มความดันโลหิต ดังนั้นหากร่างกายได้รับในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ตกอยู่ในภาวะความดันสูง ซึ่งอาจเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น หลอดเลือดในสมองแตกได้ 
  • น้ำตาลสูง ไขมันสูง นั่นเป็นเพราะว่า คอร์ติซอลมีบทบาทในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อร่างกายเราต้องการน้ำตาลมาก ๆ ทางออกของปัญหาคือการกินเติมเสริมใส่เข้าไป แต่เมื่อเรารับไปมาก ๆ น้ำตาลถูกใช้ไม่หมด เกิดเป็นไขมันสะสม จนเกิดเป็นภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงผิดปกติได้ 
  • สมองทำงานได้ไม่ดี จริงอยู่ที่คอร์ติซอลจะช่วยให้สมองตื่นตัว แต่การที่มีมากเกินไป มันอาจย้อนกลับมาทำร้าย โดยคอร์ติซอลมันจะกลับมาเล่นงาม ทำให้ประสิทธิภาพสมองส่วนฮิปโปแคมปัสต่ำลง ทำให้การเรียนรู้ การจดจำ ต่ำลงไปด้วย  
  • อาการแทรกซ้อนจากความเครียดต่าง ๆ สิ่งที่ตามมาหลังฮอร์โมนความเครียดสูง จาก ผลเสียการอดนอน คือเครียดหนัก ซึ่งความเครียดนี้แหละที่อาจส่งผลต่อการทำงานระบบต่าง ๆ ทั้งอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ปวดหัวเรื้อรัง หรือประจำเดือนมาไม่ปกติได้ 

การนอนให้พอ คือยาอายุวัฒนชั้นดี 

การพักผ่อนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นั้นเปรียบเสมือนเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดี เพราะทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ผิวหน้าผิวหน้าสดใน สมองโปร่งโล่งพร้อมรับทุกปัญหา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การนอนให้พอจะช่วยยืดอายุและสามารถสร้างร่างกายที่แข็งแรงให้เรา 

อย่างน้อยควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง 

หากไม่อยากให้ความเครียด ความอ้วน และอื่น ๆ มารุมเร้าเล่นงานเรา ทางป้องกันที่ดีที่สุด คือ ควรพักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง และอาจจะทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมเพื่อให้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เช่น ออกกำลังกายบ่อย ๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกลังกาย และการกินก่อนนอน เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับยิ่งกว่าเก่า 

นอกจากนี้การหากิจกรรมทำก่อนนอนเช่น การอ่านหนังสือ หลีกเลี่ยงคาเฟอีน หรือการจัดห้องนอนให้เหมาะสมแก่การนอน โดยทำความสะอาด ให้อากาศถ่ายเทสะดวก จัดห้องให้น่านอน ใช้ผ้าปูที่ถูกใจ ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับ ให้หลับเต็มที่ พร้อมตื่นขึ้นมารับความสดชื่นได้ 

แต่หากพบปัญหาจากการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท นอนมากเท่าไหร่ก็รู้สึกอ่อนเพลีย จนผลเสียการอดนอนเริ่มถามหา ตามมา ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์และดูแลตัวเองให้ดีเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะหาทางรักษาต่อไป 

Open post
ดูแลตับ

เคล็บลับ ดูแลตับให้แข็งแรง ด้วยการปรับพฤติกรรม และอาหารเสริม

หน้าที่หลัก ๆ ของตับ คือ เป็นป้อมปราบสารพิษที่แฝงตัวเข้ามาในร่างกาย ทำงานหนักติดต่อกัน 24 ชั่วโมง แบบไม่ได้หยุดหย่อนพักผ่อนแม้แต่นาทีเดียว เมื่อการทำงานหนักไปผสมร่วมกับพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ ดูแลตับ ให้ดี อาจจะทำให้ตับมีปัญหาจากโรคตับต่าง ๆ  ส่งผลต่อหลายระบบในร่างกายได้ 

แต่สำหรับบางคนนั้นแม้จะไม่ได้เป็นโรคตับโดยตรง แต่ก็ใช่ว่าตับจะสดชื่นสมบูรณ์ 100% เพราะในแต่ละวัน เราต้องรับมลภาวะ รับสารอนุมูลอิสระเข้าไปตั้งเท่าไหร่ ทั้งจากฝุ่นละออง ทั้งจากอาหารที่กินเข้าไป ไหนจะสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายทั้งทางตรงทางอ้อม เพราะฉะนั้นการดูแลตับจึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงผู้ป่วยตับมีปัญหาเท่านั้นที่ต้องดูแล แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะทำ 

โดยการ ดูแลตับ สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 

วิธีที่ 1 คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่อาจก่อก่อนและสร้างความผิดปกติให้กับตับ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

1.ลดละเลิกแอลกอฮอล์ 

แอลกอฮอล์ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่อริตัวร้ายที่สุดต่อตับ เป็นเพราะว่าตับจะต้องดูดซัยขับไล่แอลกอฮอล์ออกไปจากร่างกาย ทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น อีกทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้เกิดอาการไขมันพอกตับ และอาจเกิดอาการอักเสบขึ้นมา จนท้ายที่สุดอาจลุกลามไปถึงขั้นตับแข็ง มะเร็งตับได้เลย เพราะฉะนั้นหากอยากดูแลตับ แอลกอฮอล์จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างแรก 

2.เลิกบุหรี่ได้ก็ควรทำ

เพราะในบุหรี่ประกอบไปด้วยสารอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำร้ายตับมากมาย อีกทั้งนิโคตินในบุหรี่ยังส่งผลต่อการกระตุ้นเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ จนทำให้เกิดเป็นอนุมูลอิสระที่ตับ จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานและถูมิคุ้มกันตับลดลง เกิดเป็นควมเสียหายที่ตับตามมาไม่เพียงเท่านี้ สาเหตุที่ต้องเลิกบุหรี่หากอยากดูแลตับ เป็นเพราะ สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติไอเออาร์ซี เปิดเผยข้อมูลว่า คนที่สูบบุหรี่นั้นมีโอกาสเป็นเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่สูบถึง 1.51 เท่า เลยทีเดียว 

3.หลีกเลี่ยงน้ำตาลหวานและไขมัน 

เพราะการกินแป้ง น้ำตาล และไขมันที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย ร่างกายจะนำสารเหล่านี้ไปสะสมไว้ที่ตับในรูปของไขมัน ซึ่งอาจเกิดโรคไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นที่มาของการอักเสบของตับ ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ 

4.ไม่กินยามากเกินความจำเป็น 

ในบ้านเราการซื้อยาจากร้านขายยาถือเป็นเรื่องที่แสนจะง่ายดาย เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้คนไทยเมื่อเป็นอะไรนิดหน่อยก็ต้องกินยา แต่การกินยาเข้าไปบ่อยเกินความจำเป็นนั้นอาจจะเข้าไปทำลายตับได้ โดยเฉพาะตระกูลยาแก้ปวดอย่างพารา ที่หากตับได้รับบ่อยเกินไปอาจจะต้องทำงานหนัก ทำให้เสื่อมสภาพ และอาจเกิดการอักเสบตามมาได้ การไม่ทานยาเกินความจำเป็นจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการดูแลตับง่าย ๆ

วิธีการที่ 2 คือ การใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูเข้ามาช่วย ดูแลตับ

โดยการกินวิตามินบำรุงสุขภาพตับ กินของที่มีประโยชน์ สามารถใช้ได้ทั้งคนที่มีปัญหาเรื่องตับ และคุณที่ต้องการดูแลตับโดยเฉพาะ ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีสารสกัดและสมุนไพรหลายชนิด ที่มีงานวิจัยมารองรับ ถึงสรรพคุณในการบำรุงฟื้นฟูตับ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น 

1.Artichoke มหัศจรรย์พืช ดูแลตับ ชั้นยอด

แม้ว่า Artichoke อาจจะเป็นชื่อที่ยังไม่ค่อยจะคุ้นหูคนไทยเท่าไรนัก แต่ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 3,000 ปี และสุดยอดสรรพคุณของมัน ทำให้สถานบันวิจัยหลายแห่งทั่วโลก ยอมยกให้ Artichoke เป็นเสมือนยาดูแลตับที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งเลย โดยสรรพคุณของ Artichoke มีทั้งความสามารถในการลดการอักเสบในตับ ลดภาวะไขมันพอกตับ ฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของตับ เป็นพืชที่มีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในระดับสูง ป้องการไม่ให้ตับถูกทำลาย ช่วยเสริมสร้างการผลิตน้ำดีในตับ และช่วยลดสารบิลิรูบินสาเหตุของภาวะดีซ่านได้ด้วย 

ตัวอย่างงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Poznan University of Medical Sciences มหาวิทยาลัยการแพทย์ในประเทศโปแลนด์ ยืนยันว่า Artichoke สามารถลดภาวะไขมันพอกตับ ช่วยฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้ตับเกิดการอักเสบจากพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ ทานไขมันมาก การได้รับสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ การกินยาเกินความจำเป็น และยังสามารถช่วยลดระดับไขมันในเลือด อันนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแข็งตัวได้อีกด้วย 

2.Dandlion Root 

Dandelion root หรือ รากแดนเดเลี่ยน เป็นสมุนไพรอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก แต่ประสิทธิภาพในการดูแลตับของมันนั้นอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะมันช่วยบำรุงตับที่มีปัญหาต่าง ๆ ให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้อีกด้วย ทั้งยังมีสรรพคุณที่ช่วยปกป้องตับจากการสัมผัสกัยสารพิษ ช่วยล้างสารพิษ ช่วยลดการสะสมไขมันในตับ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบในตับได้ ไม่เพียงเท่านี้ Dandelion root ยังมีความสามารถต้านทานอนุมูลอิสระที่จ้องจะเข้ามาทำลายเซลล์ตับและเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างดี 

3.วิตามินอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลตับ

นอกจากนี้แล้วยังมีพืชผักและวิตามินต่าง ๆ อีกมากมาย ที่มีคสามสามารถในการป้องกันตับจากการถูกทำลาย และช่วยฟื้นฟูตับได้ เช่น วิตามินอี กลูต้าไธโอน สาร curcumin และผักต่าง ๆ เช่น กะหล่ำปลี แครอท อะโวคาโด เป็นต้น 

ตรวจสุขภาพพร้อมกับ ดูแลตับ อย่างต่อเนื่อง

โรคตับเป็นโรคที่มันแทบจะไม่แสดงอาการเลย คนที่มีปัญหาตับส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวตับก็สูญเสียการทำงานและโดนทำลายไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างเป็นประจำ และอย่าลืมดูแลตับ ทั้งจากการปรับพฤติกรรม และการใช้ยาบำรุงเข้ามาช่วยด้วย 

หากสนใจอาหารเสริมบำรุงตับที่มีส่วนผสมของ Artichoke, Danlelion root, Curcumin, และ Glutathione จากอเมริกา คลิก 

Open post
สมุนไพรบำรุงตับ

Artichoke (อาร์ติโชค) มหัศจรรย์สมุนไพรบำรุงตับ

วันนี้ Med-Thai อยากพาทุกคนมาทำความรู้จักพืชมหัศจรรย์ 3,000 ปี ชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างสุดยอดประสิทธิภาพการทำงานให้กับ “ตับ” ของเรา เรียกได้ว่าเป็น สมุนไพรบำรุงตับ ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง

ต้นกำเนิด สมุนไพรบำรุงตับ

อาร์ติโชค (Artichoke) คือชื่อของพืชที่ถูกค้นพบและถูกใช้เป็นยา มานานเกินกว่า 3,000 ปี มีถิ่นฐานบ้านเกิดกำเนิดอยู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งปัจจุบันพบได้เฉพาะในเขตอากาศหนาวเย็นเท่านั้น เช่น ทางตอนใต้ของยุโรป ตอนเหนือของอเมริกา และออสเตรเลีย เป็นต้น 

มีหลักฐานโบราณมากมายว่า Artichoke ถูกใช้เป็นยา หรือเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของ อารยธรรมสุดยิ่งใหญ่ของโลก แถบเมดิเตอร์เรเนียน อย่าง อารยธรรมกรีก โรมัน และอียิปต์โบราณ มาทั้งสิ้น ความยิ่งใหญ่ของ สมุนไพรบำรุงตับ อย่าง Artichoke ไม่ได้มีเพียงแค่ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 30 ศตวรรษเท่านั้น แต่อย่างที่บอกครับว่า ความวิเศษจริง ๆ ของมัน คือ เป็นพืชลับที่ช่วยให้ตับของเราทำงานได้ดีและแข็งแรงย่ิงขึ้น 

ความสามารถในการฟื้นฟูตับของ Artichoke

โดยอาร์ติโชค (Artichoke) ที่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรบำรุงตับชั้นดีนั้นจะช่วยปกป้องฟื้นฟูดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง ทั้งจากการช่วยป้องกันตับของเราไม่ให้ถูกทำลายโดยสารพิษต่าง ๆ  แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพในฟังก์ชั่นสร้างการเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าของตับที่ถูกทำลายไป  อีกทั้งพืชโบราณเมืองหนาวชนิดนี้ยังช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำดี ช่วยลำเลียงสารพิษออกจากร่างกาย และน้ำดีก็ยังช่วยในระบบย่อยอาหารได้อีกด้วย 

นอกจากนี้ความสุดยอดจากประโยชน์ของArtichoke ยังมีส่วนช่วยในระบบไหลเวียนโลหิต โดยจะช่วยให้ความดันของเรากลับมาอยู่ในระดับปกติ และมีส่วนช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดในอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อร่างกาย แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราด้วยนะ

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

มีงานวิจัยรองรับของคุณสมบัติในการเป็นสมุนไพรบำรุงตับของ Artichoke ทั้งงานวิจัยของ มหาวิทยาลัย Poznan University of Medical Sciences มหาวิทยาลัยการแพทย์ในประเทศโปแลนด์ ยืนยันว่า Artichoke สามารถลดภาวะไขมันพอกตับ ช่วยฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้ตับเกิดการอักเสบจากพฤติกรรมต่าง ๆ ได้  เช่นการดื่มแอลกอฮอล์ การกินยามากเกินไป จากไขมันพอกตับ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งชาติโดเนตส์ ประเทศยูเครน เกี่ยวกับการกิน Artichoke พบว่า การกิน Artichoke ทุกวันเป็นระยะเวลา 2 เดือน สามารถลดอาการไขมันพอกตับ ที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ และช่วยบรรเทาอาการตับอักเสบได้เป็นอย่างดี 

LIVPRO สมุนไพรบำรุงตับ จากธรรมชาติ

LIVPRO เป็นอาหารเสริมบำรุงตับที่ช่วยลดปัญหาอาการตับอักเสบ ควบคุมการผลิตโดย SERGIS THAILAND ที่มีส่วนผสมของ ราชาการบำรุงตับอย่าง อาร์ติโชค (Artichoke) และสุดยอดสมุนไพรบำรุงตับอีกหลายชนิด เช่น Dandelion root, Curcumin, Ginger, Green tea และยังมี Gluta tione จากสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนผสมหลักอีกด้วย มีความสามารถในการบำรุง ฟื้นฟู และช่วยปกป้องตับจากการถูกทำร้าย โดยมีสรรพคุณดังนี้ 

หากสนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม LIVPRO สำหรับฟื้นฟูดูแลตับ คลิกเลย  

Open post
ริดสีดวงทวาร

นั่งส้วมนาน ๆ อาจเป็นต้นทางของริดสีดวง

อาการถ่ายไม่ออก ท้องผูก หูรูดไม่ขยับ น่าจะเป็นอาการที่มาแวะเวียนเยียนเยี่ยมหลาย ๆ คนอยู่เป็นประจำ  ทำให้บางคนหลงกลคิดว่าไปการนั่งเบ่ง กินเล่นกินลมชมบรรยากาศภายในห้องน้ำ อาจจะช่วยทำให้สามารถขับถ่ายออกมาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำแบบนี้แหละเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี ที่ทำให้เกิด ริดสีดวงทวาร ตามมา 

ริดสีดวง คืออะไร

ริดสีดวง หรือ ริดสีดวงทวาร คือ โรคที่มีกลุ่มของหลอดลเลือดดำ แถบ ๆ ปลายลำไส้ใหญ่ และที่ขอบรูทวารมันดันโป่งพอง กลายเป็นเม็ด หรือเป็นติ่งยื่นออกมาสู่โลกภายนอก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลโดยตรงต่อการขับถ่ายทำให้ขับถ่ายเป็นเลือด หรือเจ็บปวดทรมารที่รูทหวาร โดยริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.ริดสีดวงแบบภายใน โดย เจ้าริดสีดวงเม็ดนี้มันจะไม่โผล่ออกมาให้เราเห็น หรือให้เราสัมผัสได้ มันจะถูกคลุมเอาไว้ด้วยเยื่อของลำไส้ใหญ่ตอนปลาย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด จะมีก็เพียงเลือดที่ออกมาพร้อมอุจาระ

 2.ริดสีดวงทวารแบบภายนอก ซึ่งริดสีดวงชนิดนี้แหละที่มักจะโผล่หน้าพ้นทวารหนักมาให้เราพบเจอกัน สามารถสังเกตุได้ ทั้งจากเลือดที่มาพร้อมอุจาระและความเจ็บปวดทุรนทุรายบริเวณรูทวารหนักนั่นเอง 

พฤติกรรมนั่งส้วมนาน ๆ ระวังจะเป็น ริดสีดวงทวาร 

หลายคนมักจะเข้าใจว่าการเข้าไปนั่งเล่นในส้วมนาน ๆ อาจจะไปกระตุ้นต่อมการขับถ่ายให้อยากทำงานมากขึ้น ซึ่งในขณะที่เราก้นของเราจะเปิดออก เมื่อมันผสานรวมเข้ากับแรงดัน แรงกดทับของน้ำหนักตัว อาจทำให้เนื้อเยื่อหลอดเลือดบริเวณปลายลำไส้ใหญ่เกิดการโป่งพองจนกลายมาเป็นริดสีดวงทวารได้ เพราะฉะนั้นแล้วการนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือหยิบหนังสือมาอ่าน เพื่อฆ่าเวลาในขณะขับถ่าย จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงและไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง 

การเกิดริดสีดวงทวารจากสาเหตุอื่น ๆ 

นอกจากการนั่งขับถ่ายนาน ๆ แล้ว สาเหตุของการเป็นริดสีดวงทวารนั้นอาจมากจาก การใช้พลังเฮือกใหญ่ในการเบ่งอุจจาระบ่อย ๆ อีกทั้งยังรวมไปถึงการท้องผูกอย่างสม่ำเสมอ ท้องผูกเรื้อรัง และการใช้ยาสวนหรือยาถ่ายบ่อยจนทำให้ประสิทธิภาพของระบบขับถ่ายลดลง ก็อาจนำมาซึ่งเม็ดน้อยที่ทวารหนักอย่างริดสีดวงได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้นั้นล้วนมาจากพฤติกรรมการกินทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นแล้วการป้องกันไม่ให้ริดสีดวงเม็ดน้อยนี้มาวุ่นวายกับก้นของเราก็แสนจะง่าย เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการกินเพื่อให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการดังนี้ 

วิธีป้องกันให้ไกลห่างจาก ริดสีดวงทวาร

1. หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติ “เปรี้ยวจี๊ด เผ็ดจัด” แม้จะเป็นรสชาติที่หลายคนโปรดปราน แต่มันกลับทำให้ระบบย่อยอาหารต้องพบกับภาระอันหนักอึ้ง ทำให้กระเพาะอาหารต้องร่ำไห้เกิดอาการฝืดเคือง การย่อยจึงไม่ดีเท่าที่ควร 

2. เพิ่มผลไม้และผัก แต่เนื้อสัตว์ควรลด นั่นเป็นเพราะในผักและผลไม้อุดมไปด้วยกากใยที่ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ต่างกับเนื้อสัตว์ที่แทบจะไม่มีใยอาหาร ทำให้การกินแต่เนื้อโดยไม้แยแสผักผลไม้เลย ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายออกมาได้ เกิดการหมักหมมเป็นสิ่งสกปรกตกค้างในลำไส้อีกด้วย 

3. ดื่มน้ำให้เยอะเข้าไว้ เพราะร่างกายคนประกอบไปด้วยน้ำกว่า 70% เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายขาดน้ำ ลำไส้ก็จะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะช่วยขับของเสียออกมา เกิดเป็นของเสียสะสม นอกจากจะถ่ายไม่ออกแล้ว ของไส้ที่ตกค้างก็อาจจะกลับคืนสู่ร่างกายและเป็นอันตรายได้ 

ริดสีดวงรักษาได้ แต่ก็เป็นอีกได้ 

ในกรณีที่ริดสีดวงมันบุกมาแค่ในระยะแรก ยังเป็นไม่หนัก ยังไม่มีติ่งหรือเม็ดริดสีดวงหลุดรอดออกมานั้น สามารถฟื้นฟูรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง จากการปรับพฤติกรรมการกินที่ได้บอกไว้ข้างต้น ก็อาจจะหายเป็นปกติใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้ 

แต่หากว่ามันดันทำลายกำลังโผล่มาให้เราสัมผัสใช้มือจับแล้วรู้สึกได้ และไม่ยอมกลับเข้าไปแม้ในขณะขับถ่ายเสร็จ แปลว่าเรากำลังประสบกับริดสีดวงทวารในระยะต่อ ๆ มา ซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยการใช้ยา หรือการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์ 

อย่างไรก็ตามหากริดสีดวงถูกทำลายให้หายไปแล้ว ก็ใช่ว่ามันจะไม่สามารถกลับมาใหม่ได้ เพราะมันไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสแล้วร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ แต่มันเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด อีกทั้งมันยังมีอีกหลายพื้นที่บริเวณทวารหนักให้มันผุดขึ้นมาได้อีก หากยังคงทำพฤติกรรมไม่น่ารักต่อไป ซึ่งทางที่ดีเมื่อรู้สึกว่าเกิดความผิดปกติหรือกลัวว่าจะเป็นริดสีดวงทวารควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป 

เพราะฉะนั้นแล้วหากไม่อยากให้ริดสีดวงตัวร้ายมันมาถามไถ่เรา ก็ควรจะวางหนังสือและไม่หยิบมือถือเข้าห้องน้ำ ไม่เข้าห้องน้ำนาน ๆ และทานอาหารที่ทำให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดี เพียงเท่านี้เราก็หนีมันพ้นแล้ว 

Open post
กรดไหลย้อน

สาเหตุกรดไหลย้อน ที่ทำเอาปวดแน่นแสบร้อนอยู่กลางอก 

กรดไหลย้อน เป็นอาการที่กรดหรือน้ำย่อย มันไม่ยอมเดินทางไปตามทางเดินอาหารแบบปกติ มิหนำซ้ำกรดและน้ำย่อยเหล่านั้นมันยังพิสดารเดินทางย้อนศรขึ้นมาจากกระเพาะอาหารขึ้นมายังหลอดอาหาร ซึ่งกรดที่ย้อนขึ้นมามันเล่นงานหลายคนให้ต้องทนทุกข์ปวดแสบปวดร้อนทรมานอยู่กลางทรวงอก แม้มันจะไม่ใช่โรคที่อันตรายรุนแรงอะไรมากนัก แต่อาการของมันก็ช่างน่ารำคาญหงุดหงิดส่งผลต่อชีวิตประจำวันไม่ใช่น้อย ๆ เลย

อาการของกรดไหลย้อนที่ขย้อนขึ้นมา

โดยเจ้ากรดไหลย้อนที่ขย้อนขึ้นมาอัดแน่นบริเวณคอ มันจะมาทำปฏิกิริยากับเส้นเสียงของเรา ส่งผลให้เสียงสดใสเจื้อยแจ้วต้องกลายเป็นเสียงแห้งแหบฟังแล้วแสบคอไม่น่าฟัง มาพร้อมกับกลิ่นเปรี้ยวของลมหายใจ เดินไปใกล้ใครเค้าก็เบือนหน้าหนี แถมมันยังเป็นตัวการที่สร้างความทรมานตรงกลางอก ด้วยอาการจุกแน่นแสบร้อนตั้งแต่ลิ้นปี่ขึ้นมาถึงที่คอ กินอะไรก็ไม่ค่อยจะย่อย ท้องอืดแน่นเฟ้อ กินอะไรก็อยากจะอาเจียนตลอด และยังมีอาการเจ็บแสนคันพอแทบทุกครั้งในตอนตื่นอีกต่างหาก

นอกจากนี้แล้วบางครั้งบางทีก็ดันมีรสเปรี้ยวของกรด ที่มีส่วนผสมรสขมของน้ำดี มาให้เราได้ลิ้มลองรสชาติอีกต่างหาก ความน่ารำคาญจากอาการกรดไหลย้อนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในบางคนที่เป็นหนัก ๆ กรดที่ย้อนศรขึ้นมา อาจทำให้เกิดอาการสำลักเข้าไปในปิด จนเกิดเป็นอาการปอดอักเสบส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจตามมาอีกด้วย 

กรดไหลย้อน เกิดได้จากสาเหตุดังนี้ 

1. เกิดจากหูรูดหลอดอาหารที่ปิดกั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารมันเกิดคลายตัวออก เปิดประตูโล่งให้กรดจากกระเพาะอาหารมันวิ่งมาผิดทิศผอดทางขึ้นไปยังหลอดอาหารแทน

2. เกิดจากการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้บรรดาอาหารที่เข้าสู่ระบบย่อยอาหาร และน้ำย่อยที่ใช้งานแล้วมันคั่งค้างยังคงอยู่แต่ในกระเพาะไปไหนไม่ได้ ไม่สามารถบีบตัวให้ลงไปยังลำไส้เล็กได้ จึงอาจถูกตีกลับขึ้นมาด้านบนเป็นกรดไหลย้อนแทน

3. เกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้อาหารที่ถูกกินเข้าไปใช้ระยะเวลานานกว่าจะเดินทางผ่านหลอดอาหารไปยังกระเพาะอะหารได้ และอีกนัยหนึ่งคือทำให้อาหารหรือน้ำย่อยที่ถูกตีกลับให้ไหลย้อนขึ้นมา อยู่ค้างในหลอดอาหารนานกว่าที่ควรจะได้เช่นกัน

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกติที่ว่ามานี้นั้นก็มีโอกาสมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ก็ต่ำเตี้ยระเหี่ยลง แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือพฤติกรรมการกินที่ไม่ค่อยจะน่ารัก ร่างกายไม่ค่อยชอบ โดยวิธีการที่จะทำให้เราสามารถเลี่ยงหลบไม่อยากพบเจอกับกรดไหลย้อน สามารถทำได้โดยปรับพฤติกรรมการกินดังนี้

วิธีเลี่ยงหลบ กรดไหลย้อน

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง และเลิกพฤติกรรมนอนกิน เพราะทำให้ลงไปสู่กระเพาะอาหารในทิศทางที่ไม่ปกติ

2. ลดละเลิกเครื่องดื่มที่เป็นกรด เช่น น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ เพราะมันจะไปทำให้อากาศและแรงดันในการตีกลับกรดไหลย้อนจากกระเพาะมากขึ้น 

3. เลิกกินอาหารไขมันหรือกรดสูง เลิกกินอาหารเปรี้ยวจี้ดและเผ็ดจัด เพราะอาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยให้เพิ่มมากขึ้น 

4. ไม่ติดสปีดรีบกินอาหาร และไม่กินยัดเข้าไปมาก ๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารได้ 

ยาบรรเทากรดไหลย้อน

สำหรับคนที่กำลังสานสัมพันธ์มีความสนิทสนมกับกรดไหลย้อนอยู่ จำเป็นต้องกินยาตามอาการ โดยยากรดไหลย้อนจะมีทั้งยาลดกรดในกรณีที่ไม่ได้เป็นหนัก และยาที่สั่งให้หยุดการผลิตกรดในคนที่เป็นหนักขึ้น และยาชนิดที่ทำให้หูรูดกระเพาะอาหารปิดสนิทมากขึ้น 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคกรดไหลย้อนไม่ใช่ไข้หวัดที่การกินยาแล้วจะช่วยให้หายขาด มันมีโอกาสเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นหากรู้ตัวเองแล้วก็อย่ารอช้า ควรรีบเข้าไปปรึกษาแพทย์ใกล้บ้านให้ดูอาการและจ่ายยาที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ความอึดอัดรำคาญทรมานใจอ่อนไหวเรื่องกลิ่นปากจากกรดไหลย้อนก็ไม่มากวนใจเราแล้ว 

Open post
กินเค็ม

กินเค็ม อันตรายที่ไม่ได้มีเพียงแค่โรคไต และการบวมน้ำ

รสชาติเค็มของอาหารที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น คงจะเป็นรสชาติที่โปรดปรานของหลาย ๆ คน มื้อใดขาดความเค็มที่มาในรูปของน้ำปลา กะปิ เกลือ หรือผงชูรสเพิ่มความนัวให้อาหารไป ความอร่อยของอาหารจะหายไปครึ่งนึง เพราะเหตุนี้จึงทำให้หลายคนติดนิสัย กินเค็มเราอาจจะเคยได้ยินคนรอบข้าง บ้างก็ตามอินเทอร์เน็ตบอกว่า หาก กินเค็ม มาก ๆ แล้วจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้ Med-thai จะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน 

เกลือ มีหน้าที่รักษาสมดุลน้ำ 

ทุกครั้งที่ความเค็มมาสัมผัสกับลิ้น สิ่งที่ตามมาด้วยก็คงจะหนีไม่พ้น เกลือในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วเกลือ หรือโซเดียม จะมีหน้าที่ในการรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย แต่ทว่า การที่ร่างกายเราดันไปโอบอุ้มต้อนรับเกลือเข้ามามากเกินไป ความเข้มข้นของเลือดสูง จนอาจส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนัก คือผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกินเค็ม ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเกลือ คือ การเติมน้ำเข้าไปเพื่อเจือจาง ซึ่งส่งผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ๆ ความเข้มข้นลดลง แต่ปัญหาที่ตามมาอีกหนึ่งอย่างคือ ปริมาณน้ำในร่างกายอาจจะเยอะเกินไปได้ 

ไตควบคุมเกลือ ต่อมใต้สมองควบคุมน้ำ

เพราะฉะนั้นแล้ว ร่างกายจึงได้มอบหมายหน้าที่สำคัญ อย่างการควบคุมปริมาณเกลือ หรือโซเดียมในร่างกายให้กับ ไต และมอบหมายการทำหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำให้กับ ต่อมใต้สมองที่มีชื่อว่า พิทูอิตารีแกร์น ซึ่งทั้ง 2 ทำหน้าที่ประสานกันอย่างลงตัว นั่นทำให้เมื่อร่างกายของเรากินเค็มจนลิ้นชามากเกินไป ไตจะรับรู้ว่าถึงเวลาแล้วสินะที่ต้องจัดการ ไตจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังต่อมใต้สมองเพื่อขอน้ำเข้ามาเจือจาง “ต่อมพิทูอิตารีแกร์น” จึงสั่งการให้เราหิวกระหาย ต้องการดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ 

แต่เมื่อดื่มน้ำเข้าไปมาก ๆ เข้า ทำให้เกิดอาการบวมน้ำตามมาในที่สุด ซึ่งหากร่างกายเรามีน้ำเยอะเกินไป น้ำเหล่านั้นจะถูกขับออกทางปัสสาวะไปในท้ายที่สุด อาการบวมน้ำก็จะหายไปภายในไม่กี่วัน หรือเพียงแค่ไปออกกำลังกายให้ร่างกายขับเหงื่อก็ช่วยลดอาการบวมน้ำได้เช่นกัน

อันตรายของการ กินเค็ม

แม้อาการบวมน้ำอาจจะดูไม่ได้สร้างความวุ่นวายอะไรให้ชีวิตมากนัก แต่โทษของการกินเค็มไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หากว่ารสชาติเค็มจัดคืออาหารที่คุณกินติดต่อกันมาอย่างยาวนานแล่วล่ะก็ นั่นเท่ากับว่าคุณได้ใช้แรงงานของอวัยวะอย่าง ไต หนักหนาสาหัสเกินความเป็น อาจทำให้ไตต้องเหนื่อยล้าอ่อนแรง และอาจเสื่อมสภาพไปในที่สุด นอกจากนี้แล้วยังอาจกระทบกับระบบอื่น ๆ ให้เสียสมดุลได้ เช่น ความดันโลหิตที่สูงผิดปกติ อาจส่งผลต่อหัวใจได้ เป็นต้น โดยปัญหาที่มักมาพร้อมกับการกินเค็มมาอย่างยาวนาน มีดังนี้  

1) เกิดการคั่งของน้ำและเกลืออาจส่งผลต่อหัวใจ 

การคั่งค้างของน้ำและเกลือในร่างกาย ไม่เพียงแต่จะให้หุ่นดี ๆ ต้องอ้วนพีจากบวมน้ำแล้ว ในกรณีคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตอยู่แล้ว  หรือคนที่ไม่สามารถกำจัดน้ำส่วนเกินออกไปได้ทัน อาจทำให้ร่างกายอึดอัด แน่นหน้าอก นอนราบก็ไม่ได้ แถมยังมีโอกาสที่น้ำค้างเหล่านั้นจะเล่นงานหัวใจจนหัวใจวายได้เลย 

2) ทำให้ความดันโลหิตสูง

หากว่าร่างกายเราได้รับเกลือเข้าไปมาก ๆ อาจจะสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดต่าง ๆ ในร่างกายได้เลย เพราะเมื่อร่างกายเรามีเกลือเยอะ ความเข้มข้นของเลือดก็จะสูงไปด้วย ดังนั้นจึงต้องใช้แรงดันในการนำพาเลือดไปส่วนต่าง ๆ สูงขึ้นไปอีก ซึ่งมันอาจจะสร้างความสะเทือนใจจากหลาย ๆ โรคได้เลย ไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจตีบ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายต่อกระดูกได้ด้วย

3) เกิดผลเสียต่อไต

อย่างที่รู้กันดีว่า การกินเค็มนั้นส่งผลเสียโดยตรงต่อไต เพราะเมื่อความดันโลหิตจากปริมาณเกลือที่สูงขึ้น ไตก็จำเป็นต้องทำหน้าที่หนักมากขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการกรองเกลือและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสที่ไตจะเสื่อมเร็วขึ้นอีกด้วย

คนไทย กินเค็ม จนป่วยไตกว่า 7.6 ล้านคน 

จากสถิติพบว่าในประเทศไทยป่วยโรคไตราว ๆ  7.6 ล้านคน แต่ไม่ต้องคิดว่าการมีเพื่อนป่วยเยอะแล้วจะดี เพราะแต่ละคนที่ป่วยโรคไตต่างต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งตัวบวม อ่อนแรง ปวดหลัง ปวดเอว ความดันก็สูง ทั้งส่งผลต่อโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นใครที่มีพฤติกรรมเสพติดความเค็มก็ควรที่จะเพลา ๆ ลงบ้าง

ลด กินเค็ม ทีละนิด เพิ่มความฟิตให้ไต

จริงอยู่ที่หากจะปรับพฤติกรรมเลิก กินเค็ม แบบหักดิบอาจจะเป็นการทรมานตัวเองไปหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ลดการกินเค็มเลย ทางที่ดีควรจะลดปริมาณความเค็มลงทีละนิด ๆ ให้ร่างกายเริ่มชินกับรสชาติที่เค็มน้อยลงเรื่อย ๆ รับรองเลยว่า ไตก็ไม่ต้องทำงานหนัก และสามารถกลับมาทำงานได้เต็มที่ แถมยังหมดห่วงจากโรคไตที่อาจจะตามมาอีกด้วย 

ความรู้เพิ่มเติมเรื่องโซเดียม **

จริง ๆ แล้ว เราควรกินโซเดียม หรือเกลือเพียงแค่วันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา เท่านั้น หากอยากกินขนม หรืออาหาร ก็พยายามอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ที่มีป้ายปริมาณโซเดียมกำหนดอยู่ แล้วคาดคะเนเอาว่าในแต่ละวันเรากินเข้าไปมากน้อยเท่าไหร่  

Open post
โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี

โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี ไปหาคำตอบพร้อม ๆ กับ Med-thai

โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี นั้นขึ้นอยู่กับว่ามีอาการหรือมีโรคแทรกซ้อนเข้ามาหรือเปล่า และขึ้นอยู่กับว่าโรคตับแข็งที่กำลังเผชิญนั้นอยู่ในระยะแรก หรืออยู่ระยะสุดท้าย แต่โดยค่าเฉลี่ยแล้ว 5-10 ปี คือตัวเลขเฉลี่ยที่ผู้ป่วยตับแข็งสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 

โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี ในระยะแรก 

หากเป็นโรคตับแข็งในระยะแรก อาจไม่ต้องมานั่งกังวลใจมากนักว่าโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี เพราะในระยะแรกนั้น แม้ตับส่วนที่ถูกทำลายไปจะไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ดังเดิม แต่หากรักษาถูกวิธีก็จะทำให้ตับไม่ถูกทำลายเพิ่มขึ้น สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นคนปกติทั่วไปได้ โดยวิธีการรักษานั้นต้องหาสาเหตุของโรคตับแข็งที่เกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดตับแข็ง เช่น หากพบว่าเป็นตับแข็งจากการดื่มสุรา ก็เพียงแค่งดดื่มสุราเด็ดขาด ก็จะช่วยให้ตับค่อย ๆ ฟื้นฟู และมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติได้ 

ผู้ป่วยในระยะแรกมักจะแทบไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาเลย หรืออาการอาจดูคล้ายโรคทั่วไปอื่น ๆ จึงทำให้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็ปาเข้าไปในระยะหลังแล้ว โดยอาการที่สังเกตุได้นั้นอาจมีเพียง อาการท้องอืดท้องเฟ้อคล้าย ๆ กับอาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อน และเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยหอบ และอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ไปจนถึงอาเจียน รวมไปถึงในผู้ชายอาจมความผิดปกติเกิดขึ้นที่นม โดยจะรู้สึกนมโตขึ้นและเจ็บ อัณฑะเริ่มฝ่อตัว ส่วนในผู้หญิงอาจมีเสียงแหบห้าวก้าวร้าวเหมือนผู้ชาย หากใครพบอาการเหล่านี้ก็ควรไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน 

โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี ในระยะสุดท้าย 

ตัวเลขตั้งแต่ 5ปี ไปจนถึง 10ปี คือคำตอบว่าโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี ซึ่งตับแข็งระยะสุดท้ายนั้นมักจะพบในผู้ป่วยใช้ชีวิตเสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงดื่มสุราอย่างไม่เว้นวรรค กินของที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างไม่ขาด ซึ่งหากคุณก้าวเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้วอาการของตับแข็งมักจะมีแค่ทรงกับทรุดลงเท่านั้น เนื่องจากตับไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองให้กลับมาทำงานได้เหมือนเก่า 

ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายจะมีอาการเท้าบวม เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนอัลบูมิน โปรตีนที่มีหน้าที่ควานดันน้ำในหลอดเลือดได้เพียงพอ อีกทั้งตับแข็งที่ไม่สามารถเยียวยาได้อาจทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เกิดเป็นเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ทำให้อาเจียนเป็นเลือด

โรคแทรกซ้อนระหว่างตับแข็ง 

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นนั้นจำเป็นตัวชี้วัดเลยว่าโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี เพราะความน่ากลัวของตับแข็งคือตับไม่สามารถทำงานได้ ภูมิคุ้มกัน ระบบป้องกันสารพิษในร่างกายก็ไม่สามารถทำงานได้ อาการท้องมาน ดีซ่าน หรืออาเจียนเป็นเลือด คือผลที่ตามมาหากไม่รักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งหากมีอาการพวกนี้ก็อาจมีชีวิตได้ประมาณ 2-5 ปี อีกทั้งยังมีโรคเนื้อร้ายอย่างมะเร็งตับที่พร้อมจะคร่าชีวิตของผู้ป่วยได้ทุกเมื่อ 

ดังนั้นหากถามว่าโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี ก็สามารถตอบได้ว่า มีโอกาสตั้งแต่ 2ปี 5ปี 10ปี หรือมีแม้กระทั่งโอกาสหายเป็นปกติ จนสามารถใช้ชีวิตยืนยาวเฉกเช่นคนปกติได้ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหนักแค่ไหน มีอาการแทรกซ้อนหรือเปล่า และปฏิบัติตัวให้ไกลห่างจากตับแข็ง หรือเปล่า 

ตัวช่วยฟื้นฟูตับให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น

อย่างที่บอกไปว่า ตับแข็งนั้นหากยังคงอยู่ในระยะแรกที่ไม่ได้อันตราย และไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เข้ามานั้น ยังคงสามารถบรรเทา และฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของตับได้ โดยการใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูตับ ด้วยการนำสมุนไพรบำรุงตับที่อยู่ในอาหารเสริมบำรุงตับเข้ามาใช้ ควบคู่ไปกับการรักษาของแพทย์ เพราะไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูตับแต่ยังช่วยป้องกันการอักเสบที่อาจจะทำให้ตับแข็งยิ่งแย่ไปกว่าเดิมไปอีกด้วย

Posts navigation

1 2 3 4
Scroll to top